
กลุ่มพลังงานเกรดลงทุนเท่าตลาด
....เจียรนัย อุตะมะ
กลุ่มพลังงานในธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจปิโตรเคมียังมีน้ำหนักลงทุนระดับปกติ ในมุมมองของนักวิเคราะห์แม้ว่าค่าการกลั่นจะสูงขึ้นก็ตาม
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คงให้น้ำหนัก
“เท่ากับตลาด” สำหรับธุรกิจโรงกลั่น บริษัท ไทยออยล์ (TOP) ยังคงเป็นหุ้นเด่น เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนกำไรในธุรกิจโรงกลั่นสูงสุด และมีการกระจายตัวทางธุรกิจในระดับสูง คงแนะนำ “ซื้อ” TOP โดยมีราคาเป้าหมายที่ 56.50 บาท นอกจากนี้ยังแนะนำ “ซื้อ” บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) จากความสำเร็จในการควบรวมกิจการระหว่างบริษัทที่อยู่ในธุรกิจปลายน้ำของบริษัท ปตท. (PTT) ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกในระยะสั้นทั้งนี้ การเปิดดำเนินงานของโรงงานใหม่ในปี 2553 โรงกลั่นของไทยจะได้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาน้ำมันขั้นกลางที่สูงขึ้นค่าการกลั่น (GRM) ที่อ้างอิงจากส่วนต่างน้ำมันกลั่นและน้ำมันดิบในสิงคโปร์ (Singapore Cracking Spread) ได้ปรับตัวขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว
ในความเห็นของ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) นอกจากส่วนต่างราคาน้ำมันชนิดเบา ได้แก่ น้ำมันเบนซินที่อยู่ในระดับสูงแล้ว ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นขั้นกลาง (Middle Distillate Product Spreads) ที่ปรับตัวขึ้นจากความต้องการที่อยู่ในระดับสูงในฤดูหนาว กล่าวคือ น้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบิน ก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนค่าการกลั่นให้ปรับตัวขึ้นในปัจจุบัน ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวขึ้นเป็นประมาณ 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อเร็วๆ นี้ หลังยืนอยู่ที่ 6.3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยเฉลี่ยในไตรมาส 4 ปี 2552 และ 7.2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในปี 2552 โรงกลั่นของไทย ซึ่งส่วนมากมีผลผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นกลางดังกล่าวในระดับสูง จึงควรได้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาที่ปรับตัวขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้
ปริมาณน้ำมันกลั่นคงคลังในสหรัฐได้ปรับตัวลดลงตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จากความต้องการตามฤดูกาลที่อยู่ในระดับสูงสำหรับน้ำมันเพื่อการทำความร้อน (Heating Oil) แม้ว่าปริมาณน้ำมันกลั่นคงคลังในสหรัฐจะยังอยู่ในระดับสูง เราเห็นว่าระดับสินค้าคงคลังที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีสำหรับน้ำมันกลั่นในปี 2553 เมื่อเทียบกับค่าส่วนต่างที่อยู่ในระดับต่ำในปี 2552 คาดค่าการกลั่นจะยังอยู่ในระดับสูงในไตรมาส 2 ปี 2553
แน่นอนว่าค่าการกลั่นที่ปรับตัวขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้จะเป็นปัจจัยหนุนสำหรับผลประกอบการให้ธุรกิจการกลั่นในไตรมาสแรกปี 2553 และอาจเป็นปัจจัยบวกสำหรับหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นด้วย
บล.เคจีไอ คาดว่า ค่าการกลั่นมีโอกาสจะยืนอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ในขณะที่เข้าสู่ไตรมาส 2 ปี 2553 จากข้อมูลในอดีต ค่าการกลั่นมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงในไตรมาส 2 จากความต้องการน้ำมันเบนซิน ตามฤดูกาลที่อยู่ในระดับสูง และการปิดซ่อมบำรุงเป็นจำนวนมากในเอเชีย ปัจจัยดังกล่าวจะเป็นปัจจัยบวกต่ออุตสาหกรรมโรงกลั่นในระยะสั้น และจะช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับค่าการกลั่นที่ปรับตัวขึ้นว่าจะเป็นเพียงชั่วคราว
จากค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูงในไตรมาส 1 ปี 2553 บล.แห่งนี้เชื่อว่าอุตสาหกรรมโรงกลั่นจะมีแนวโน้มรายได้กำไรจากการดำเนินงานดีขึ้น เทียบรายไตรมาสปริมาณน้ำมันกลั่นคงคลังที่ลดลงเมื่อเร็วๆ นี้จะเป็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีสำหรับความต้องการใช้ รวมถึงส่วนต่างราคา นอกจากนี้ยังคาดว่าค่าการกลั่นจะอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 2/2553 จากปัจจัยด้านฤดูกาล
ราคาวัตถุดิบแนฟทาปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงแรงกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ตลาด ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อน ยกเว้น PVC ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ปรับตัวลดลงแรง โดยส่วนต่างราคาเบนซินปรับตัวลดลง 28.4% จากสัปดาห์ก่อน
ขณะที่ส่วนต่างราคาพาราไซลีนปรับตัวลง 20.4% จากสัปดาห์ก่อน ส่งผลลบต่อผู้ผลิต ได้แก่ PTTAR และ TOP ส่วนสายโอเลฟินส์ ผลิตภัณฑ์ขั้นต้นดูแย่กว่าเม็ดพลาสติก โดยส่วนต่างราคาเอทิลีนลดลงถึง 15.7% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ HDPE และ PP ปรับตัวลง 8.7% และ 5.5% ส่งผลลบต่อ PTTCH และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ส่วนต่าง PVC ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.3% เนื่องจากราคาวัตถุดิบ ได้แก่ เอทิลีนปรับตัวลดลง 4.2% เป็นบวกต่อ
บริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (TPC) แม้ว่าส่วนต่างในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะปรับตัวลดลง นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ ยังเชื่อว่า การกลับมาเก็บสต๊อกเพิ่มของผู้ประกอบการจากจีนจะช่วยทำให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ยังยืนอยู่ได้ต่อเนื่องถึงช่วงต้นไตรมาส 2/2553 อย่างไรก็ดี การเปิดผลิตของกำลังการผลิตส่วนเพิ่มยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงในปี 2553 คงน้ำหนักการลงทุนเท่ากับตลาดสำหรับธุรกิจปิโตรเคมี
บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) คาดการณ์ผลการดำเนินงานในปี 2553 ของหุ้นในกลุ่มปิโตรเคมี โดยคาดว่า SCC กำไรสุทธิจะลดลง 13% จากปี 2552 อยู่ที่ 21,294 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากธุรกิจปิโตรเคมีจะมีผลการดำเนินงานลดลงจากปี 2552 จากส่วนต่างผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/2553 จากภาวะการผลิตส่วนเกิน จากการเปิดดำเนินงานของโรงงานปิโตรเคมีต้นน้ำสายโอเลฟินส์ขนาด 79 ล้านตัน โดยเป็นโรงงานในจีนและตะวันออกกลาง
ในขณะที่โครงการของ SCC ในบริเวณมาบตาพุดที่ยังคงถูกระงับการเปิดดำเนินงานจำนวน 18 โครงการ (ต่อมาศาลอนุญาตให้ 5 บริษัทก่อสร้างต่อได้ แต่ยังไม่สามารถเปิดดำเนินงานได้) คาดว่าจะต้องใช้เวลา 812 เดือนในการทำตามบทบัญญัติในมาตรา 67 วรรค 2 ในขณะที่ธุรกิจอื่นของ SCC คาดว่าจะสามารถเติบโตได้ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ประมาณการผลประกอบการ PTTCH คาดกำไรสุทธิปี 2553 จะเพิ่มขึ้น 53% จากปี 2552 จากปริมาณการผลิตโอเลฟินส์และโพลิเมอร์ที่เพิ่มขึ้น จากสมมติฐานว่าโรงแยกก๊าซที่ 6 ของ PTT จะไม่สามารถเปิดดำเนินงานได้ในปี 2553
อย่างไรก็ตาม คาดว่าโรงงาน Cracker ใหม่ขนาด 1 ล้านตันของ PTTCH จะมีอัตราการผลิตอยู่ที่ 75% โดยจะได้รับก๊าซเพิ่มเติมจากการขยายกำลังการผลิตของโรงแยกก๊าซ 2 และ 3 และคาดการผลิตโอเลฟินส์จะเพิ่มขึ้น 24% เป็น 2.1 ล้านตัน จาก 1.7 ล้านตัน เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตของโครงการ LLDPE ซึ่งเปิดดำเนินงานแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 และโครงการ LDPE คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในช่วงต้นไตรมาส 3/2553 ในขณะที่ส่วนต่างผลิตภัณฑ์ของ PTTCH จะขึ้นอยู่กับราคา HDPE เป็นหลัก คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูง จากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ
คาดกำไรสุทธิในปี 2553 บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) จะเพิ่มขึ้น 26% จากปี 2552 จากการขยายกำลังการผลิต PET เพิ่มขึ้น 46% ในปี 2553 เป็น 1.498 ล้านตันต่อปี จากการเปิดดำเนินงานของโรงงาน Alpha PET ในสหรัฐ ขนาดกำลังการผลิต 4.32 แสนตันต่อปี และดำเนินการผลิตสายการผลิตที่ 1 แล้วเมื่อเดือน ต.ค. 2552 และคาดจะเริ่มเดินสายผลิตที่ 2 ในช่วงปลายไตรมาส 1/2553 และกำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นจากต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำลงจากการเปิดโรงงานใหม่
คาดกำไรสุทธิในปี 2553 บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (TPC) จะเพิ่มขึ้น 25% จากปี 2552 เป็น 2,326 ล้านบาท จากปริมาณขาย PVC ในไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ที่คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2553 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และคาดส่วนต่างผลิตภัณฑ์จะเพิ่มขึ้นตามราคา PVC ที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันจากราคาต้นทุนเอทิลีนที่ลดลง และจะได้รับผลดีจากการขยายกำลังการผลิตขนาด 9 หมื่นตันต่อปี ในเวียดนามในช่วงไตรมาส 2 ปี 2553







