
รอยัลพารากอนรุกตลาดราชการเสริมรายได้
รอยัล พารากอน ฮอลล์ เฉือนกำไรรุกตลาดราชการเสริมรายได้วันธรรมดาเพิ่ม 10%
รอยัล พารากอน ฮอลล์ เฉือนกำไรรุกตลาดราชการเสริมรายได้วันธรรมดาเพิ่ม 10%
นายอรุณ เทง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท รอยัล พารากอน เอ็นเตอร์ไพรส์ ผู้บริหารศูนย์แสดงนิทรรศการและการประชุม รอยัล พารากอน ฮอลล์ เปิดเผยว่า บริษัทได้ใช้งบประมาณจำนวน 15 ล้านบาท ปรับพื้นที่ ภูมิทัศน์ และห้องประชุมสัมมนาและนิทรรศการ(ไมซ์) ภายในศูนย์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 300 ตารางเมตร รวม 1.2 ตารางเมตร เพื่อรองรับการจัดไมซ์ การจัดอีเว้นท์ให้มีความครบวงจรมากขึ้น โดยจะทยอยปรับปรุงแล้วเสร็จปลายปีนี้
ทั้งนี้บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การตลาด โดยตั้งทีมทำงานเจาะตลาดกลุ่มข้าราชการ เพื่อกระตุ้นให้เดินทางมาใช้บริการกับศูนย์ มุ่งจัดประชุมแบบวันเดียว ในวันธรรมดา จันทร์- ศุกร์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ในวันธรรมดาเพิ่ม 10% รวมถึงขยายสัดส่วนกลุ่มราชการปีนี้ 20% เทียบจากปัจจุบันเฉลี่ย 5-10% รวมถึงการรุกตลาดต่างประเทศกลุ่มอาเซียน เช่น อินโดนีเชีย สิงคโปร์ มาเลเซีย แทนตลาดยุโรป ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเงิน ส่งผลให้ชะลอการเดินทางระยะไกล
สำหรับกลยุทธ์การตลาด บริษัทได้จัดแพ็กเกจที่มีความหลกาหลาย โดยลูกค้าสามารถนำอาหารและเครื่องดื่มจากข้างนอกมาบริการผู้เข้าประชุมได้ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม นำหน่วยงานในสังกัดมาใช้สถานที่ 2-3 กรุ๊ป โดยแต่ละงานจะเน้นงานที่มีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมประชุมด้วย การโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านออนไลน์ การโรดโชว์สถานที่ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น
“บริษัทยอมรับว่าการรุกตลาดราชการ จะต้องมีกำไรที่ลดลง แต่จะถัวเฉลี่ยจากส่วนอื่นเข้ามาทดแทน รวมถึงเลือกงานที่เป็นกลุ่มระดับบนมากกว่าตลาดแมส เพราะค่าเช่าพื้นที่จะแพงกว่าโรงแรมรอบนอก 15% ซึ่งสถานที่ตั้งย่านใจกลางเมือง มีรถไฟฟ้าบีทีเอส และเป็นพื้นที่ศูนย์รวมความบันเทิงอย่างสยามพารากอน เชื่อว่าจะเป็นจุดขายที่มีความแข็งแกร่งให้กับศูนย์”นายอรุณ กล่าว
ด้านกลยุทธ์ราคา ในปีนี้เชื่อว่าสงครามราคาในธุรกิจไมซ์ย่านราชประสงค์จะชะลอตัวลง เนื่องจากความต้องการใช้บริการมีมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดงานอีเว้นท์ การจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตในปีนี้จะมีความคึกคักตลอดปี วัดได้จากยอดจองช่วงวันเสาร์- อาทิตย์ ยอดจองเต็มเกือบทุกสัปดาห์ตลอดปีนี้ ซึ่งเชื่อว่าสงครามราคาในธุรกิจไมซ์จะกลับมาอีกครั้งในปีหน้า เพราะค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นรับนโยบายค่าแรง 300 บาท ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับต้นทุนตาม แต่มีราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งสัดส่วนลูกค้าเป็นตลาดคนไทย 80% ต่างชาติ 20% หลังเปิดประชาคมเศรษบกิจอาเซียน คาดว่าสัดส่วนต่างชาติจะเพิ่มเป็น 25%
นายอรุณ กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทได้ตรึงราคาค่าเช่าพื้นที่ในราคาเดิม 1.6 ล้านบาท/วัน ต่อพื้นที่เช่าทั้งหมด แม้ว่าต้นทุนจะทยอยปรับขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนพ.ค. เนื่องจากการขึ้นราคาค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท โดยบริษัทอยู่ระหว่างการสำรวจพฤติกรรมการใช้บริการ เพื่อประเมินสถานการณ์ แต่เชื่อว่าต้นปีนี้ต้องปรับราคาขึ้นอย่างน้อย 5 การรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง จะทำให้มีอัตราการใช้บริการปีนี้เฉลี่ย 70% เท่ากับปีที่ผ่านมา รายได้เติบโต 20% ประมาณ 150 ล้านบาท เทียบกับปีที่ผ่านมา 130 ล้านบาท
นายอรุณ กล่าวว่า หลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ปี 2558 ศักยภาพของประเทศจะสามารถเป็นศูนย์กลาง(ฮับ) ด้านไมซ์ในเอเชียได้ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 3 สิงค์โปร์ ฮ่องกง และไทย ตามลำดับที่มีศักยภาพตลาดไมซ์สูงสุดในเอเชีย







