
อเบอร์ดีนเมินการเมือง
ลงทุนหุ้นไทยมากกว่าเกณฑ์ ชี้ต่างชาติซื้อต่อถ้าไม่ยืดเยื้อ
โพสต์ทูเดย์
— “อเบอร์ดีน” ไม่สนการเมือง ให้น้ำหนักหุ้นไทยสูงกว่าดัชนี MSCI แต่ต่างชาติอาจทบทวนใหม่ถ้าการเมืองยืดเยื้อนายไมค์ เทอร์เนอร์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและจัดสรรการลงทุน กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนของกลุ่มอเบอร์ดีนไม่ได้พิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจ หรือสถานการณ์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่จะเลือกลงทุนในบริษัทที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งเชื่อว่าจะเติบโตต่อไปได้แม้ในช่วงเวลาที่เลวร้าย
“
ในตอนนี้เราชอบหุ้นในเอเชียแปซิฟิกอยู่แล้ว ซึ่งในนั้นรวมถึงหุ้นไทยด้วย อย่างไรก็ตามในมุมมองส่วนตัวเชื่อว่าคนไทยรักสงบ เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าจะมีเหตุการณ์รุนแรง” นายไมค์ กล่าวนายชัยเกษม วัฒนศิริพงษ์ หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน กล่าวว่า กองทุน Aberdeen Asia Pacific Equity Fund เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยลงทุนในหุ้นไทย 5.9% และ Aberdeen Global Emerging Growth Fundที่เน้นลงทุนหุ้นในตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก โดยลงทุนในหุ้นไทย 4.4% ซึ่งเป็นการให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยสูงกว่าดัชนี MSCI ที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานของแต่ละกองทุน
“
ตอนนี้ตลาดหุ้นในเอเชียน่าสนใจ เพราะฉะนั้นจึงมีเงินทุนไหลเข้ามาในประเทศไทยตามไปด้วย ขณะที่หุ้นไทยก็น่าสนใจหลายตัวซึ่งในระยะสั้นนี้เชื่อว่าเงินลงทุนจะยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง แต่หากสถานการณ์ทางการเมืองยืดเยื้อจนเกิดผลกระทบในวงกว้าง กระทบภาคธุรกิจ เช่น ปิดธนาคาร ปิดถนน นักลงทุนต่างชาติอาจจะทบทวนมุมมองต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยใหม่” นายชัยเกษม กล่าวอย่างไรก็ตาม นายชัยเกษม กล่าวว่า สำหรับกองทุนหุ้นไทยเลือกลงทุนในบริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง เช่น กลุ่มประกันและค้าปลีก และลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มธนาคาร
พร้อมกันนี้ นายไมค์ กล่าวถึงกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้ว่า อเบอร์ดีนเน้นการลงทุนในตลาดหุ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชียและกลุ่มตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก เพราะจะเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดี โดยคาดว่าตลาดหุ้นทั่วโลกน่าจะได้ผลตอบแทนประมาณ89% และตลาดหุ้นเอเชียน่าจะได้ประมาณ 1011% ขณะที่อสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกจะได้ประมาณ 7% และที่ผ่านมาราคาอสังหาริมทรัพย์ยังปรับเพิ่มขึ้นน้อยกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น
นายไมค์ กล่าวอีกว่า อเบอร์ดีนแนะนำลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ สาธารณูปโภค และบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งตราสารหนี้ เนื่องจากความน่าสนใจลดลง







