
‘กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (ต่อ)’
.....สมาคมบริษัทจัดการลงทุน
สัปดาห์ก่อนได้แนะนำกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่คาดว่าผู้ที่สนใจจะลงทุนอาจได้ลงทุนกันในปีนี้ไปบ้างแล้ว สำหรับสัปดาห์นี้ขอเพิ่มเติมเรื่องประโยชน์และความเสี่ยงจากการลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศครับ
ประโยชน์ของกองทุนรวมโครงสร้างมีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อหลักๆ คือ
การกระจายความเสี่ยงของการลงทุน สินทรัพย์ที่กองทุนลงทุนมักเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิประโยชน์ซึ่งมีความสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวของราคาต่างไปจากราคาหุ้น ราคาตราสารหนี้ หรือราคาน้ำมัน หากราคาหุ้นขึ้นหรือลง ราคาของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานพวกนี้อาจจะอยู่คงที่ก็ได้ ดังนั้น การลงทุนในกองทุนพวกนี้จึงช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนของท่านได้เป็นอย่างดี
รายได้จากการลงทุนที่ไม่ผันผวน เนื่องจากสินทรัพย์ที่กองทุนลงทุนมักเป็นสินทรัพย์เชิงสาธารณูปโภค ซึ่งมีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน อาทิ ทางด่วน สนามบิน หรืออาจมีผู้ให้บริการน้อยราย อาทิ ระบบสายไฟฟ้าแรงสูง ระบบท่อก๊าซ ท่อส่งน้ำมัน ซึ่งสิ่งจำเป็นเหล่านี้หาสินค้าหรือบริการอื่นๆ ทดแทนได้ยาก ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของราคาก็ไม่มีผลต่อปริมาณการใช้ของประชาชนมากนัก กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานจึงมีรายได้จากการลงทุนที่ค่อนข้างสม่ำเสมอและไม่ผันผวนมากนัก
โอกาสในการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่มีลักษณะพิเศษ หรือที่เรียกว่าเท่ คิดดูสิครับ เราลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งแต่ละโครงการล้วนมีส่วนช่วยพัฒนาประเทศ ช่วยแบ่งเบาภาระหนี้ของภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ก็มักมีแนวโน้มที่จะมีผู้ให้บริการเพียงรายเดียวหรือมีคู่แข่งน้อย ซึ่งข้อนี้เป็นความได้เปรียบของกองทุนและผู้ลงทุนในระยะยาว อาทิ ท่าเรือน้ำลึก หรือ Airport link เป็นต้น
ผลตอบแทนจากการลงทุน เมื่อรายได้จากการลงทุนของกองทุนค่อนข้างสม่ำเสมอ ผลตอบแทนแก่ผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมในรูปเงินปันผลจึงค่อนข้างสม่ำเสมอไปด้วย ซึ่งคงใกล้เคียงกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โดยทั่วๆ ไปของประเทศไทย นอกจากนั้น หากเงินปันผลและราคาประเมินของทรัพย์สินคงที่ เมื่ออัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับลดลง ผู้ลงทุนยังมีแนวโน้มที่จะได้กำไรจากส่วนต่างของราคาอีกด้วย
สำหรับความเสี่ยงที่สำคัญของการลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน โดยหลักๆ มี 3 ข้อ คือ
ความเสี่ยงของข้อสัญญาและกฎระเบียบ หากกองทุนลงทุนโดยไม่มีการศึกษาข้อสัญญาเกี่ยวกับโครงการที่ดีพอ หรือลงทุนในโครงการที่ขัดต่อกฎระเบียบของภาครัฐ จนเป็นเหตุให้มีข้อฟ้องร้องทางกฎหมาย อาจมีผลต่อกระแสรายได้ในอนาคต รวมทั้งราคาของกองทุนที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้
ความเสี่ยงจากการลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หากโครงการมีความล่าช้าในการก่อสร้าง จนส่งผลให้การเปิดให้บริการมีความล่าช้า กองทุนก็ย่อมได้รายได้จากการลงทุนที่ล่าช้าออกไป ซึ่งย่อมส่งผลต่อเงินปันผลของผู้ลงทุนได้ ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาความเสี่ยงด้านนี้ และแนวทางในการจัดการความเสี่ยงของกองทุน ว่ามีการคิดค่าปรับหรือค่าเสียโอกาสจากความล่าช้าของโครงการหรือไม่
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกองทุน เนื่องจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเป็นโครงการลงทุนระยะยาว ผู้ลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าวจึงควรมีระยะเวลาในการลงทุนไม่น้อยกว่า 10 ปี แต่หากต้องการขายก็ออกจะต้องขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งอาจมีช่วงราคาซื้อขายที่กว้างหรือมีปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง รวมทั้งราคาที่ได้อาจสูงหรือต่ำกว่าราคาที่ผู้ลงทุนซื้อมาก็ได้
ตัวอย่างตลาดกองทุนรวมโครงสร้างที่มีการพัฒนาไปอย่างมากก็คือ ตลาดออสเตรเลีย ซึ่งมีพัฒนาการมากจาก Real Estate Investment Trust ( REITs) โดย ณ สิ้นปี 2009 มีกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่จดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย (Australian Securities Exchange) จำนวนทั้งสิ้น 22 กองทุน คิดเป็นมูลค่าตลาดสูงถึง 27,910 ล้านเหรียญออสเตรเลีย (หรือประมาณ 8 แสนล้านบาท) ซึ่งสินทรัพย์ที่กองทุนลงทุนมีค่อนข้างหลากหลาย อาทิ สนามบิน ทางด่วนใต้ดิน ระบบขนส่งแร่โรงไฟฟ้าพลังงานลม ท่าเรือ เป็นต้น ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลได้ที่ http://www.asx.com.au ครับ
และด้วยขนาดของตลาดที่ใหญ่และพัฒนานี่เอง Standard and Poor
’s จึงได้สร้างดัชนี S&P/ASX ขึ้น เมื่อเดือน พ.ย. 2552ที่ผ่านมา โดยดัชนีดังกล่าวจะสะท้อนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในประเทศออสเตรเลีย เพื่อเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งให้ผู้ลงทุนได้เลือกลงทุนนอกเหนือไปจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานตามปกติเป็นรายกองครับ






