
ผ่าทางตันโทรคมนาคมไทย 'เปลี่ยน' มุมมองสู่เออีซี
จากรายงานดัชนีการพัฒนาของโลกปี 2554 ด้านการลงทุนในโครงการโทรคมนาคมของเอกชน
จากรายงานดัชนีการพัฒนาของโลกปี 2554 ด้านการลงทุนในโครงการโทรคมนาคมของเอกชน
พบว่าธุรกิจโทรคมนาคมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการลงทุนลดลงอย่างชัดเจน โดยในปี 2551 การลงทุนลดลงเหลือเพียง 500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือไม่ถึง 1% ของจีดีพีประเทศ เปรียบเทียบช่วงปี 2543 ที่มีการลงทุนสูงถึงเกือบ 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจากจุดนี้เองที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า แม้ธุรกิจนี้จะถูกมองว่ามีการแข่งขันที่ “เข้มข้น” แต่ก็กำลังเดินทางเข้าถึง “ทางตัน” แล้ว จากการที่ไม่มีผู้ให้บริการหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดเลย
เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยถึงทางตันแล้ว เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องการไม่ยอมเปิดเสรีในกิจการโทรคมนาคม เพราะหากพิจารณาการตามข้อตกลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี แล้ว บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งรวมถึงโทรคมนาคม จัดอยู่ในสาขาบริการที่เร่งรัดที่ต้องเปิดให้ 10 ประเทศอาเซียนเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 70% ซึ่งปัจจุบันเลยกำหนดเวลาที่จะต้องเปิดตั้งแต่ปี 2553 ที่ผ่านมาแล้ว
ทั้งนี้ เพราะไทยยังมีความกังวลเรื่องการเข้ามาของต่างชาติ มากกว่าที่จะให้ความสำคัญในเรื่องของบริการภาคประชาชน เห็นได้ชัดเจนจากร่างประกาศของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าด้วยเรื่องการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ. 2554 ที่ไม่เอื้อต่อบรรยากาศการลงทุนโทรคมนาคมโดยชัดเจน แม้ว่า กสทช.จะปรับเงื่อนไขในบางประเด็นแล้ว แต่ก็ยังไม่ชัดเจนในส่วนของนิยามคำว่าต่างด้าวอยู่ดี
เปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ ที่มีเป้าหมายชัดเจนว่า “ค่าบริการจะต้องต่ำกว่าทุกประเทศในอาเซียน” จากการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน 100% เช่นเดียวกับหลายประเทศในยุโรปที่ไม่เก็บค่าบริการเอสเอ็มเอส เนื่องจากมีผู้ประกอบการหลายรายและมีการแข่งขันที่สูงมาก แต่สภาพบรรยากาศเอสเอ็มเอสฟรีจะไม่เกิดขึ้นแน่นอนในประเทศไทย เพราะมีผู้ประกอบการเพียง 3 รายเท่านั้น และการแข่งขันยังน้อยอยู่มาก
เดือนเด่น แนะนำว่า ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะปรับมุมมองด้วยการมองภาพใหญ่ในตลาดอาเซียน 545 ล้านคน ว่าโทรคมนาคมจะไปชิงส่วนแบ่งได้อย่างไรบ้าง มากกว่าที่จะมองแค่ตลาดในประเทศที่มีแค่ไม่ถึง 70 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งหากมองในภาพรวมระดับอาเซียน ประเด็นเรื่องการกีดกันการลงทุนจากนอกประเทศก็จะหมดไป เพราะ “ถ้าเราอยากออกไป ก็ต้องยอมให้เขาเข้ามาเช่นกัน”
สำหรับหลายประเด็นที่หลายฝ่ายยังมีความกังวล โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงนั้น ที่ผ่านมายังไม่เคยมีกรณีศึกษาใดระบุว่า การเปิดเสรีโทรคมนาคม หรือเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนนั้นจะเป็นภัยต่อประเทศ ตรงกันข้ามกลับส่งผลดีต่อความมั่นคงด้านการสื่อสาร เพราะข้อมูลที่กระจายอยู่หลายแหล่งทำให้การโจรกรรมทำได้ลำบากมากขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ยืนยันโดยอดีตผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานที่คัดกรองด้านการลงทุนกิจการโทรคมนาคมของประเทศสหรัฐ (CFIS)
นอกจากนี้ หากไทยยังมัวแต่ให้ความสำคัญต่อกฎ กติกา ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย โดยไม่ได้คำนึงถึงอนาคตที่จะต้องก้าวสู่เออีซี
ถึงเวลานั้นความไม่พร้อมของไทยและปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อการลงทุนในหลายๆ ด้าน ก็เท่ากับผลักไล่ให้ต่างชาติหอบเม็ดเงินลงทุนไปที่อื่น โดยเฉพาะสิงคโปร์ ที่เปิดเสรี 100% ขณะที่ไทยเปิดเพียง 70% เท่านั้น และทำให้ไทยยิ่งหมดโอกาสที่จะเข้าใกล้การเป็นศูนย์กลาง หรือฮับ โทรคมนาคมของอาเซียนอย่างแน่นอน
“พร้อมหรือไม่พร้อมไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะหากรอให้พร้อม ไทยอาจต้องรอไปอีก 20 ปี ซึ่งต้องตั้งคำถามว่า แล้วจะอยู่แบบนี้ต่อไปอีกหรือ ขณะที่สิงคโปร์มีเป้าหมายชัดเจนเรื่องค่าบริการที่ต่ำที่สุดในอาเซียน และเปิดรับการลงทุนจากทุกประเทศ ซึ่งปัจจุบันพัฒนาไปไกลกว่าไทยมาก และหากไทยเดินไปถึงจุดนั้นได้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดีต่อผู้ใช้บริการเป็นอย่างมาก” เดือนเด่น กล่าว
ดังนั้น ตัวเลขการลงทุนของโทรคมนาคมไทยที่ไม่มีเพิ่มขึ้นในทุกวันนี้ และการแข่งขันที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เป็นธรรมเสมือนเป็นดัชนีบ่งบอกว่า
หากไทยยังเลือกที่จะไม่ “เปลี่ยน” มุมมองใหม่ ในอนาคตอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของเมืองไทย ย่อมเดินถึง “ทางตัน” ที่หันหลังกลับไม่ได้ และไปต่อก็ไม่ถึงปลายทางอย่างแน่นอน







