
การใช้และการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมการใช้และการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม
โดย...รุจิกะ บุนนาค
โดย...รุจิกะ บุนนาค
ในการประกอบกิจการโทรคมนาคม การใช้และการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมถือเป็นเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ จึงได้มีการบัญญัติหลักการสำคัญในเรื่องดังกล่าวไว้ในหมวด 2 ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งรายละเอียดในการดำเนินการตามประเด็นที่กฎหมายกำหนดไว้นั้น ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ซึ่งเป็นองค์กรในการอนุญาตและกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมในขณะนั้นได้กำหนดขึ้น
คณะกรรมการ (กทช. ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติกสทช.) ได้จัดทำประกาศ กทช.ว่าด้วยการใช้และการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม ได้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2549 โดยกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้และการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม วิธีการขอเข้าใช้หรือเชื่อมต่อ การเจรจาสัญญาการใช้หรือเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม ตลอดจนกระบวนการระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม และทั้งนี้กำหนดให้พิจารณาทบทวนข้อกำหนดในประกาศ กทช.นี้ ทุก 5 ปี รวมทั้งให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้รับใบอนุญาตและผู้ที่เกี่ยวข้อง
หลังจากได้บังคับใช้ประกาศ กทช.ฉบับดังกล่าว จนครบ 5 ปี คณะกรรมการ กสทช.ชุดปัจจุบัน ได้มีมติให้มีการทบทวนและพัฒนาปรับปรุงประกาศ กทช.ดังกล่าว จึงได้จัดประชุมระดมความคิดเห็นเรื่อง การปรับปรุงประกาศ กทช.ว่าด้วยการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ขึ้นเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อนำข้อคิดเห็นมาพิจารณาประกอบการจัดทำแนวทางในการปรับปรุงหลักเกณฑ์การใช้และการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม โดยมีผู้ให้บริการ 37 ราย ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และตัวแทนสถาบันการศึกษาเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น
การที่ผู้เข้าร่วมประชุมระดมความคิดเห็นส่วนใหญ่เป็นตัวแทนผู้ให้บริการ ทำให้การประชุมในครั้งนี้สะท้อนถึงมุมมองหรือจุดยืนของผู้ให้บริการแต่ละราย โดยประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาให้ความเห็นและถูกกล่าวถึงมากก็คือ การคิดค่าเชื่อมต่อโครงข่าย เพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับต้นทุนของผู้ให้บริการที่มีผลไปถึงการกำหนดค่าบริการและผลกระทบต่อผู้ใช้บริการในปัจจุบัน ตามประกาศ กทช.ว่าด้วยการใช้และการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ได้กำหนดให้การคิดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นไปตามที่คู่กรณีเจรจาและตกลงกันได้ โดยต้องเป็นอัตราที่สะท้อนต้นทุน (Cost Oreint Basis)
ตัวแทนของผู้ให้บริการรายหนึ่งเห็นว่า สาเหตุของปัญหาค่าเชื่อมต่อโครงข่ายเกิดจากที่ผ่านมาประกาศ กทช. ฉบับนี้กำหนดให้การคิดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายเป็นไปตามที่คู่กรณีเจรจาตกลงกัน ทำให้องค์กรกำกับดูแลอย่าง กทช. หรือ กสทช. จำต้องปล่อยให้ผู้ให้บริการกำหนดอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายกันเอง ส่งผลให้ค่าเชื่อมต่อโครงข่ายอาจเป็นอัตราที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพราะไม่สามารถอ้างอิงตัวเลขต้นทุนได้ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ให้บริการรายใหญ่ในตลาดทั้ง 3 ราย คิดค่าบริการกับลูกค้าเฉลี่ยนาทีละ 67 สตางค์เท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ให้บริการจะจ่ายค่าเชื่อมต่อกันที่อัตรานาทีละ 1 บาทจริง
ในส่วนนักวิชาการด้านนิติศาสตร์ เสนอความเห็นว่า การใช้ระบบไอซีเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็ต้องพิจารณาว่าทำอย่างไรจะไม่ให้ผู้บริโภครับภาระมากเกินไป กสทช. จึงควรมีบทบาทตั้งแต่เริ่มเจรจาไม่ใช่เข้ามาเฉพาะระงับข้อพิพาท
ข้อเท็จจริงที่ตัวแทนผู้ให้บริการได้นำเสนอในที่ประชุมเป็นสิ่งที่ช่วยตอกย้ำให้เราๆ ท่าน ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือในฐานะผู้บริโภคได้เห็นว่า การที่ กทช. หรือ กสทช. ในฐานะเป็นองค์กรกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม ไม่พยายามลงมามีบทบาทในการกำหนดค่าเชื่อมต่อโครงข่าย ปล่อยให้ผู้ให้บริการไปตกลงกำหนดกันเอง ในที่สุดค่าใช้จ่ายของผู้ให้บริการจะถูกแปรสภาพไปเป็นค่าบริการแล้วผลักภาระไปให้ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการทั้ง 3 ราย ซึ่งคิดเป็น 93% ของผู้ใช้เลขหมายทั้งหมดต้องรับภาระดังกล่าวไว้
นอกจากนี้ หาก กสทช.ยังไม่ปรับปรุงกฎเกณฑ์การเรียกเก็บค่าเชื่อมต่อโครงข่ายและไม่เข้ามามีบทบาทในการกำหนดอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายให้เป็นอัตราที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงแล้ว จะทำให้นโยบายของ กสทช. ที่ต้องการให้อัตราค่าบริการขั้นสูงที่ผู้บริโภคต้องจ่ายไม่เกินนาทีละ 99 สตางค์ ไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง ในที่สุดสิ่งที่ กสทช. ตั้งใจว่าจะทำเพื่อแบ่งเบาภาระ จะกลายเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ
ทั้งนี้ บรรดาผู้ให้บริการที่ได้เข้าร่วมในที่ประชุมต่างก็มีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า ต้องการให้ กสทช. เข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้เพื่อให้การกำหนดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายเป็นอัตราที่สะท้อนต้นทุนอันแท้จริง และมีความเท่าเทียมกับผู้ประกอบการรายอื่น อันจะนำไปสู่การกำหนดค่าบริการที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนที่ใช้โทรศัพท์มือถือ 80 กว่าล้านเลขหมาย ทั้งที่ประเทศไทยมีประชากรเพียงแค่ 60 ล้านคนเศษ







