posttoday
แอมเจน...อันดับ 1 ของโลกด้านยาชีวภาพ

แอมเจน...อันดับ 1 ของโลกด้านยาชีวภาพ

07 พฤษภาคม 2555

โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์

โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2555 มีข่าวสำคัญ คือ George B. Rathmann ได้เสียชีวิต โดยเขานับว่าเป็นหนึ่งของผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการสร้างบริษัท แอมเจน ให้ก้าวสู่การเป็นบริษัทในธุรกิจยาที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพรายใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยตัวเลขล่าสุด บริษัท แอมเจน มีมูลค่าหุ้นตามราคาตลาด 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.7 ล้านล้านบาท หากเปรียบเทียบแล้วคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 17% ของราคาหุ้นทุกตัวในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรวมกัน

ความจริงแล้ว Rathmann ก้าวเข้ามาในแวดวงเทคโนโลยีชีวภาพเมื่ออายุมากแล้ว โดยสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีสาขาเคมีจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น และปริญญาเอกสาขาเคมีเชิงฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน เริ่มทำงานที่บริษัท 3M ยาวนานถึง 20 ปี จากนั้นปี 2518 ได้เปลี่ยนมาทำงานในบริษัท แอ๊บบอต ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาในด้านชุดตรวจวินิจฉัยและวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี

ในช่วงนั้นเอง Stanley Cohen นักพันธุศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (ต่อมาได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี 2529) และ Herbert Boyer นักชีวเคมีแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานฟรานซิสโก ประสบความสำเร็จเมื่อปี 2516 ในการแยกยีนของสัตว์แล้วเข้าไปใส่ในแบคทีเรียโดยใช้เทคนิค Recombinant DNA นับเป็นจุดกำเนิดของวิทยาการในสาขาพันธุวิศวกรรมศาสตร์ (Genetic Engineering) ในการผลิตสิ่งมีชีวิตประเภท GMO

การค้นพบข้างต้นทำให้ Rathmann สนใจมาก ตัดสินใจพักงานที่บริษัท แอ๊บบอต เพื่อไปทำงานที่ห้องแล็บในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตลอสแองเจลิส หรือ UCLA เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีดังกล่าว ทั้งที่ขณะนั้นเขามีอายุมากกว่า 50 ปีแล้ว แม้ว่าผู้บริหารของบริษัท แอ๊บบอต คัดค้านก็ตาม บอกว่าเป็นการตัดสินใจผิดพลาดที่สุดในชีวิตของเขา แต่กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นการตัดสินใจดีเยี่ยมที่สุดในชีวิต

เขาทำงานในห้องแล็บภายใต้การบริหารของ Winston Salser ศาสตราจารย์สาขาอณูชีววิทยา ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการร่วมจัดตั้งบริษัท Applied Molecular Genetics เมื่อเดือน เม.ย. 2523 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น แอมเจน โดย Salser เห็นว่าเขามีพื้นฐานในด้านธุรกิจ จึงเชิญชวนให้เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าผู้บริหารคนแรกของบริษัทแห่งนี้

กิจการของบริษัท แอมเจน ในระยะนั้นอยู่ในภาวะง่อนแง่น ขาดแคลนเงินทุนจนเกือบล้มละลาย แต่เขาซึ่งมีทั้งความรู้ความเข้าใจเชิงธุรกิจและทางวิชาการ สามารถชักจูงให้บริษัท แอ๊บบอต ที่เคยทำงานด้วย มาร่วมลงทุนโดยเข้าซื้อหุ้นเป็นเงิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ (เมื่อขายหุ้นออกไปอีกไม่กี่ปีต่อมา ได้ราคาสูงถึง 250 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 50 เท่าของเงินลงทุน) สร้างความมั่นใจทำให้ทุนร่วมลงทุน หรือ Venture Capital มาร่วมลงขันด้วยอีก 12 ล้านเหรียญสหรัฐ

บริษัท แอมเจน มีกำลังสำคัญที่เป็นหัวหน้าทีมวิจัย คือ FuKuen Lin ชาวไต้หวัน สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกในสาขาโรคพืชวิทยาที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐอิลลินอยส์ วิทยาเขตเออบานาแชมเปญ เมื่อปี 2514 จากนั้นได้ทำงานหลังปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์แห่งมลรัฐเซาท์แคโรไลนา ทำให้คุ้นเคยกับเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมศาสตร์เป็นอย่างดี

ภายหลังวิจัยอย่างหามรุ่งหามค่ำยาวนานถึงวันละ 16 ชั่วโมง เริ่มแรกมีทีมงานเพียงแค่ 3 คน และเมื่องานใกล้สำเร็จ มีทีมงานเพิ่มเป็นประมาณ 20 คน ก็ประสบผลสำเร็จเมื่อปี 2526 ในการค้นพบยีนที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน Erythropoietin ซึ่งสำคัญมากในการรักษาโรคโลหิตจาง เนื่องจากฮอร์โมนนี้เป็นโปรตีนที่ธรรมชาติแล้วมนุษย์สร้างขึ้นที่ไต จากนั้นจะไหลไปตามกระแสเลือดสู่ไขกระดูกเพื่อกระตุ้นให้สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง หากไตไม่ผลิตโปรตีนตัวนี้เพียงพอแล้ว เม็ดเลือดแดงจะน้อย ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง

จากนั้น Fu ได้ใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมศาสตร์นำยีนดังกล่าวไปใส่ในเซลล์ เพื่อผลิตฮอร์โมน Erythropoietin เป็นผลสำเร็จในเดือน ก.พ. 2527 เริ่มทดสอบฮอร์โมนในเชิงคลินิกกับคนในเดือน ธ.ค. 2528 เมื่อการทดสอบสำเร็จ สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐได้อนุญาตให้จำหน่ายยาเมื่อเดือน มิ.ย. 2532 ภายใต้ชื่อว่า Epogen นับเป็นการปฏิวัติการรักษาโรคโลหิตจาง ช่วยเหลือคนเป็นโรคไตเป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญให้ทัศนะว่า เดิมยาที่เราใช้อยู่นั้น เป็นยาที่ได้รับจากการสังเคราะห์ทางเคมีเป็นหลัก โดยมักเป็นการรักษาอาการของโรค แต่แนวโน้มสำคัญในปัจจุบัน คือ ยิ่งมนุษย์มีความรู้ความเข้าใจในด้านชีววิทยาและโรคมากขึ้นเท่าใด บทบาทของยาที่ผลิตขึ้นจากเทคโนโลยีชีวภาพจะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากเป็นยาออกฤทธิ์ที่กลไกการเกิดโรคโดยตรง ทำให้การรักษาได้ผลมากกว่า

ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ Rathmann เป็นบทเรียนสำคัญหลายประการ ประการแรก ไม่มีใครแก่เกินเรียน ชีวิตเราจะต้องเรียนรู้ตลอดเวลา บทเรียนประการที่สอง คือ โอกาสมากมายทางเทคโนโลยีชีวภาพ โดยมีการกล่าวกันว่าศตวรรษที่ 20 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เป็นศตวรรษแห่งฟิสิกส์และเคมี ส่วนศตวรรษที่ 21 ในปัจจุบัน เป็นศตวรรษแห่งเทคโนโลยีชีวภาพ โดยเฉพาะในธุรกิจการรักษาโรค นอกจากจะสร้างรายได้มหาศาล ยังสร้างบุญกุศลในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น หากสามารถคิดค้นสิ่งสำคัญแล้ว ยังมีโอกาสลุ้นได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์อีกด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท