
‘ไทยออยล์’เริงร่าดีในช่วงลำบาก
Ffp...เจียรนัย อุตะมะ
Ffp...เจียรนัย อุตะมะ
ราคาหุ้นบริษัท ไทยออยล์ (TOP) ลดลง 12% จากจุดสูงสุดเดือน ก.พ. 2555 สะท้อนราคาน้ำมันดิบที่ไม่ได้เปรียบอีกต่อไป จากค่าการกลั่นสิงคโปร์ แต่ในระยะอันใกล้นี้ หุ้น TOP มีแรงสนับสนุนจากกำไรสต๊อกและการลดภาษีรายได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23%
“สุรงค์ บูลกุล” อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยออยล์ (TOP) ที่เพิ่งรับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท ปตท. (PTT) เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า งวดไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทจะมีกำไรเติบโตขึ้น เนื่องจากมีกำไรจากสต๊อกน้ำมันในจำนวนที่สูง แม้ว่าค่าการกลั่นไม่ดีก็ตาม โดยทั้งปี 2555 คาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ 118 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมประมาณการไว้ที่ 108 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
“ปีนี้คาดว่ารายได้จะเติบโตแบบก้าวกระโดด จากกำลังการผลิตพาราไซลีนที่เพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น แต่มาร์จินจะลดลง” สุรงค์ กล่าว
บริษัทวางแผนการลงทุนในช่วง 5 ปี มีวงเงิน 1,3002,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เน้นการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตและต่อยอดธุรกิจ
ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุน เพื่อเข้าซื้อกิจการในภูมิภาคยุโรปเป็นธุรกิจครอบครัว รวมถึงการลงทุนในประเทศแถบอาเซียน ทั้งอินโดนีเซีย เวียดนามและพม่า ซึ่งเป็นรูปแบบการร่วมลงทุนกับกลุ่มบริษัท ปตท. และการลงทุนของบริษัทเอง
นอกจากนั้น ที่ประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติการออกหุ้นกู้วงเงิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนจะออกและเสนอขายเมื่อไหร่ ต้องรอประเมินสถานการณ์ เนื่องจากช่วงต้นปีบริษัทได้ออกหุ้นกู้แล้ว 1 ชุด จำนวน 1 หมื่นล้านบาท รวมถึงรอโอกาสการลงทุนหากมีการซื้อกิจการขนาดใหญ่ ก็จะประเมินการออกหุ้นกู้อีกครั้ง
“ชัยพัชร ธนวัฒโน” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ เชื่อว่าธุรกิจโรงกลั่นของ TOP ยังมีแนวโน้มที่ดีจากปัจจัยหนุนความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดเอเชียเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย
นอกจากนี้ การปิดโรงกลั่นในยุโรปและสหรัฐเพิ่มมากขึ้น จากปัญหาสภาพคล่องจะสนับสนุนการผลิต
รายงาน Facts Global Energy ระบุว่า กำลังการกลั่นเพิ่มเติมสุทธิในปี 2555 น่าจะน้อยกว่าที่กังวลกันมาก หรืออยู่ที่ 0.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบความต้องการที่ขยายตัว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
“เราคาดว่าค่าการกลั่นยังอยู่ในระดับสูงต่อไปใน 23 ปีข้างหน้า โดยวงจรของธุรกิจโรงกลั่นในปัจจุบันจะปรับตัวขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 2558 เมื่อโรงกลั่นใหม่ในตะวันออกกลางเริ่มเดินเครื่องผลิต”
นอกจากนั้น ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มพาราไซลีนจากความต้องการซื้อและความต้องการขายยังดีอย่างยิ่งในปีนี้ จากความต้องการพาราไซลีนตึงตัวจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในระยะกลาง โดยมาจากการขาดแคลนวัตถุดิบจากโรงกลั่นในตลาดภูมิภาค
“เราคาดว่าความต้องการซื้อและความต้องการขายของพาราไซลีนอยู่ในภาวะสมดุลในปี 2557 เป็นอย่างเร็ว เพราะจะมีวัตถุดิบเพิ่มมากขึ้นจากการขยายกำลังการกลั่นในตลาดภูมิภาค ทั้งนี้พาราไซลีนเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเพียงไม่กี่อย่าง ที่ส่วนต่างราคาในไตรมาสแรกปีนี้ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า”
ดังนั้น จึงคาดว่ากำไรไตรมาสแรกปีนี้ของ TOP น่าจะเพิ่มขึ้นมากจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมาก ค่าการกลั่นดี และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์พาราไซลีนกว้างขึ้น
“เมื่ออิงกับราคาน้ำมันปัจจุบัน เราคาดว่า TOP จะมีกำไรจากสต๊อกน้ำมันมากกว่า 5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือ 3,800 ล้านบาท เทียบ 5.6 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในไตรมาสแรกปี 2554”
บล.ธนชาต คาดว่า TOP จะรายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาสแรกปีนี้ มีกำไรสุทธิ 5,700 ล้านบาท เทียบไตรมาส 4 ปี 2554 ที่2,200 ล้านบาท แต่ลดลง 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรฟื้นจากไตรมาส 4 ปี 2554 เนื่องมาจากกำไรจากมูลค่าสินค้าคงเหลือที่ดีขึ้น แต่ลดลงเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะกำไรจากมูลค่าสินค้าคงเหลือและส่วนต่างราคาอะโรเมติกส์ที่ลดลง
นอกจากนั้น ยังคาดว่า ไตรมาส 2 ปีนี้กำไรจะอ่อนแอลงเพราะราคาน้ำมันลด (ขาดทุนจากมูลค่าสินค้าคงเหลือ) และค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาอะโรเมติกส์ที่ค่อนข้างทรงตัว
“เรายังชอบ TOP เนื่องจากดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพาราไซลีนซึ่งถูกกระทบจากความต้องการที่ลดลงน้อยกว่า เมื่อเทียบกับเคมีภัณฑ์ปลายน้ำอื่น TOP ซื้อขายที่พีอี 8.5 เท่าในปี 2555 เทียบระดับเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 12 เท่า เรายังคงแนะนำซื้อ โดยมีราคาเป้าหมายหุ้นละ 82 บาท”
บล.ไทยพาณิชย์ คงคำแนะนำซื้อหุ้น TOP และให้ราคาเป้าหมาย 95 บาท ราคาหุ้น TOP ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในปี 2554 ที่ 16% และซื้อขายที่ราคาตามมูลค่าบัญชีปี 2555 ในระดับ 1.5 เท่าต่ำกว่าราคาตามมูลค่าบัญชีเฉลี่ย นับตั้งแต่บริษัทนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในปี 2547 ที่ 1.7 เท่า และราคาตามมูลค่าบัญชีสูงสุดในปี 2554 ที่ 2.3 เท่า
เซอร์ไพรส์ที่เป็นบวกเพิ่มมากขึ้น เกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันก็มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นได้อีก โดยมีสาเหตุมาจากสถานการณ์อันตึงเครียดต่อเนื่องในอิหร่าน ปัจจัยนี้น่าจะสนับสนุนค่าการกลั่นและส่วนต่างพาราไซลีนให้อยู่ในระดับที่ดี ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือความผันผวนของราคาน้ำมันที่จะทำให้เกิดขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันและสินค้าคงคลังจำนวนมากและราคาพาราไซลีนผันผวน
ปัจจัยเสี่ยงอีกประการหนึ่งคือต้นทุนถือครองน้ำมันสูงขึ้น ถ้ารัฐบาลเพิ่มระดับสำรองน้ำมันตามกฎหมาย
นักวิเคราะห์ซิตี้กรุ๊ป เชื่อว่ากำไรปีนี้ของ TOP จะยังเป็นบวก แม้ว่าระยะสั้นค่าการกลั่นอ่อนตัว แต่ได้รับผลดีจากผลผลิตพาราไซลีนโดยเดือน ส.ค.นี้ โครงการปรับปรุงเกรดอะโรเมติกส์จะแล้วเสร็จ มีกำไรจากสินค้าคงคลังและการประหยัดภาษี
“ราคาหุ้น TOP น่าสนใจที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (พีอี) ปีนี้ที่ 8.7เท่า เทียบพีอีหุ้นกลุ่มเดียวกันในภูมิภาคเอเชียที่สูงถึง 11.3 เท่า จึงแนะนำให้ซื้อโดยปรับเพิ่มราคาเป้าหมายจาก 75 บาท เป็น 78 บาทต่อหุ้น”
ซิตี้กรุ๊ป คาดว่า ค่าการกลั่นสิงคโปร์จะฟื้นตัวเดือน พ.ค. จากเดือนมี.ค.ที่ตกต่ำ แต่ไม่ฟื้นขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะทรงตัวประมาณปัจจุบัน นอกจากนั้นคาดว่าความต้องการซื้อและความต้องการขายของโรงกลั่นอาเซียนจะมีเสถียรภาพในปีนี้และปีหน้า โดยเฉพาะเป็นผลมาจากการที่โรงกลั่นอินเดียเริ่มเลื่อนการเปิดดำเนินการ ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตโรงกลั่นอาเซียนมีความยืดหยุ่นเทียบโรงกลั่นยุโรป
อย่างไรก็ตาม การเริ่มมีกำลังการผลิตใหม่ในตะวันออกกลางและจีนในปี 2557 จะทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงและส่งผลต่ออัตรากำไรโรงกลั่น
TOP มีงบลงทุน 843 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับปีนี้จนถึงปี 2561ในการปรับปรุงโรงกลั่น เบนซีน และขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้า และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยได้เครดิตภาษี 316 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะมีกระแสเงินสดเข้ามาใน 12 ปีนี้
“เราคาดว่า TOP จะจ่ายปันผล 45% ของกำไรสุทธิ ที่จะทำให้มีอัตราผลตอบแทนปันผลปีนี้ที่น่าสนใจที่ 5.2%"







