
จับทางทรู สะท้อนภาพ ประมูลความถี่3จี
ความเคลื่อนไหวในแวดวงโทรคมนาคมในช่วงนี้ คงจะไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าไม่มีอะไรร้อนแรงเท่ากับการปรากฏตัวของ จิรายุทธ รุ่งศรีทอง อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ กสท โทรคมนาคม หอบสัญญาที่ กสทฯ ตกลงซื้อกิจการของบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย บริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) บริษัท ฮัทชิสัน เทเลคอมมิวนิเคชันส์ (ประเทศไทย) และบริษัท ฮัทชิสัน มัลติมีเดีย เซอร์วิส (ประเทศไทย) หรือโครงข่ายซีดีเอ็มเอจากกลุ่มฮัทช์ ในมูลค่า 7,500 ล้านบาท
ความเคลื่อนไหวในแวดวงโทรคมนาคมในช่วงนี้ คงจะไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าไม่มีอะไรร้อนแรงเท่ากับการปรากฏตัวของ จิรายุทธ รุ่งศรีทอง อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ กสท โทรคมนาคม หอบสัญญาที่ กสทฯ ตกลงซื้อกิจการของบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย บริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) บริษัท ฮัทชิสัน เทเลคอมมิวนิเคชันส์ (ประเทศไทย) และบริษัท ฮัทชิสัน มัลติมีเดีย เซอร์วิส (ประเทศไทย) หรือโครงข่ายซีดีเอ็มเอจากกลุ่มฮัทช์ ในมูลค่า 7,500 ล้านบาท
แต่สัญญาดังกล่าวกลับไม่ถูกบังคับใช้ โดยระบุว่าถูกฝ่ายการเมืองบีบไม่ให้มีการทำตามสัญญานี้ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็มีสัญญาการซื้อขายเกิดขึ้น แต่เปลี่ยนจาก กสทฯ เป็นกลุ่มทรู ในมูลค่า 6,300 ล้านบาทแทน
เชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะเป็น “ประเด็น” ที่หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเดินหน้าสอบสวนหาข้อเท็จจริงให้ได้ว่า “เกิดอะไร” ขึ้นกับ “ดีลมหัศจรรย์” นี้
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับดีล 3จี ของทรู แต่สิ่งที่จะต้องเดินหน้าต่อไป คือ การเปิดประมูลคลื่นความถี่ IMT ย่าน 2.1 GHz หรือความถี่ 3จี 2,100 นั่นเอง เพื่อให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมเมืองไทยเดินหน้าเข้าสู่ความถูกต้องแบบไม่มี “สีเทา” เสียที
การประมูลคลื่นความถี่ 3จี นั้น คาดว่าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช. จะเปิดประมูลประมาณไตรมาส 3 ของปีนี้ ซึ่งก่อนจะถึงเวลาประมูล แน่นอนว่าค่ายมือถือแต่ละค่ายต่างต้องเสนอ “ความเห็น” เกี่ยวกับการประมูลครั้งนี้อย่างเต็มที่
กลุ่มทรูเองก็มีแนวคิดเกี่ยวกับการประมูลคลื่นความถี่ 3จี ที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะในการประชุมคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz ซึ่งบริษัท ทรูมูฟ ได้เข้าร่วมด้วย และได้นำเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวผ่าน ธัช บุษฎีกานต์ รองหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกฎหมายของทรูมูฟ โดยมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
อย่างเรื่องการกำหนดขนาดคลื่นความถี่นั้น ทรูมองว่าขนาดคลื่นความถี่มีผลโดยตรงต่อการแข่งขันอย่างแน่นอน โดยทรูระบุว่าจากประสบการณ์ในการทำมือถือ 2จี ทรูเป็นผู้ให้บริการที่มีขนาดคลื่นความถี่น้อยที่สุด ทำให้ประสบปัญหาในการให้บริการลูกค้าอย่างมาก
ดังนั้น ทรูจึงมองว่าการประมูล 3จี ครั้งนี้ ขนาดคลื่นความถี่ที่เหมาะสมคือขนาด 15 MHz เพราะบริษัท ทีโอที ได้คลื่น 3จี 2.1 MHz ขนาด 15 MHz ไปแล้ว และเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม กสทช.จึงควรกำหนดขนาดคลื่นความถี่ในการประมูลที่ 15 MHz เท่ากันทุกราย
นอกจากนี้ หาก กสทช.กำหนดขนาดคลื่นความถี่มากที่สุดที่ 20 MHz จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีเงินทุนสูงประมูลได้ อันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ผู้ประกอบการที่ประมูลขนาดคลื่นความถี่ได้น้อยก็จะเสียเปรียบการแข่งขัน และในที่สุดก็ต้องออกจากตลาด ทำให้เกิดการผูกขาดในที่สุด
ส่วนกรณีที่กำหนดขนาดคลื่นความถี่ต่ำสุดที่ 5 MHz นั้น ทรูกังวลว่าผู้ประกอบการรายเล็กที่เข้ามาประมูลคลื่นความถี่ขนาดดังกล่าวจะเป็นหุ่นเชิด หรือนอมินีของผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่ง กสทช.ยังไม่มีวิธีการชัดเจนที่จะเข้ามาควบคุมเรื่องนี้
ขณะเดียวกัน ทรูยังเสนอให้ กสทช.พิจารณาเรื่องการกำหนดอัตราเริ่มต้นของคลื่นความถี่ 3จี อย่างละเอียด โดยนำข้อมูลการประมูลของประเทศต่างๆ มาเปรียบเทียบให้เห็น ตัวอย่างเช่นการประมูล 3จี ของประเทศญี่ปุ่นนั้นเอกชนไม่ต้องประมูล แต่มีข้อกำหนดในเรื่องของการสร้างโครงข่ายให้ครอบคลุมในแต่ละปีแทน
ขณะที่การประมูลในประเทศอังกฤษและเยอรมนีที่กำหนดค่าใบอนุญาต 3จี ในราคาที่สูง ทำให้การขยายโครงข่ายเป็นไปอย่างล่าช้า รวมถึงมีผู้ประกอบการบางรายต้องออกคืนใบอนุญาต เพราะไม่สามารถขยายโครงข่ายได้ตามสัญญา
นอกจากนี้ ทรูยังต้องการให้ กสทช.เข้ามาดูแลเรื่องอัตราค่าบริการ 3จี ด้วยอย่างรอบคอบ เนื่องจากในปัจจุบัน กสทช.ได้กำกับค่าบริการสูงสุดของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้ด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นหากการประมูลคลื่น 3จี ใช้หลักเกณฑ์ที่ให้เอกชนเสนอราคาสูงสุดคือผู้ชนะการประมูล จะทำให้ต้นทุนค่าบริการของเอกชนสูงตามไปด้วย
ที่สำคัญ หากยังถูกควบคุมด้วยอัตราค่าบริการสูงสุด จะทำให้เอกชนไม่สามารถให้บริการได้อย่างมีคุณภาพ รวมถึงไม่ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมในเชิงธุรกิจได้
ทั้งนี้ กสทช.ควรจะเข้าไปลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในเรื่องอัตราค่าตอบแทนการเชื่อมโยงโครงข่าย (อินเตอร์คอนเนกชันชาร์จ) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเสียก่อน โดย กสทช.ควรจะเข้ามากำกับดูแลอัตราค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่าย (ปัจจุบันกำหนดอยู่ที่นาทีละ 1.07 บาท) ให้เป็นธรรมต่อการแข่งขัน แล้วจึงไปกำกับดูแลอัตราค่าบริการ 3จี ให้สอดคล้องกับต้นทุนในการให้บริการ
จะเห็นได้ว่าข้อเสนอของทรูเกี่ยวกับการประมูล 3จี ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น ทรูมองตัวเองว่าเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก ไม่สามารถจะสู้กับรายใหญ่ที่ “ทุนหนา” ได้ ซึ่งก็ต้องรอดูว่าเกณฑ์การประมูลที่ กสทช.จะเคาะออกมานั้น จะเข้าทางทรูมากน้อยแค่ไหนจับทางทรูฯ กับความเห็นประมูลความถี่ 3จี
ความเคลื่อนไหวในแวดวงโทรคมนาคมในช่วงนี้ คงจะไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ไม่มีอะไรร้อนแรงเท่ากับ การปรากฏตัวของ จิรายุทธ รุ่งศรีทอง อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของกสทฯ หอบสัญญา ที่กสทฯ ตกลงซื้อกิจการของบริษัทฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย บริษัทบีเอฟเคที (ประเทศไทย) บริษัทฮัทชิสัน เทเลคอมมิวนิเคชันส์ (ประเทศไทย) และบริษัทฮัทชิสัน มัลติมีเดีย เซอร์วิส (ประเทศไทย) หรือโครงข่าย ซีดีเอ็มเอ จากกลุ่มฮัทช์ ในมูลค่า 7,000 ล้านบาท
แต่สัญญาดังกล่าว กลับไม่ถูกบังคับใช้ โดยระบุว่า ถูกฝ่ายการเมืองบีบไม่ให้มีการทำตามสัญญานี้ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีสัญญาการซื้อขาย เกิดขึ้น แต่เปลี่ยนจาก กสทฯ เป็นกลุ่มทรูฯ ในมูลค่า 6,300 ล้านบาทแทน
เชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะเป็น "ประเด็น" ที่หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเดินหน้าสอบสวนหาข้อเท็จจริงให้ได้ว่า "เกิดอะไร" ขึ้นกับ "ดีล มหัศจรรย์" นี้
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับ ดีล3จี ของทรู แต่สิ่งที่จะต้องเดินหน้าต่อไปคือ การเปิดประมูลคลื่นความถี่ IMT ย่าน 2.1 GHz หรือความถี่ 3 จี 2,100 นั่นเอง เพื่อให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมเมืองไทย เดินหน้าเข้าสู่ความถูกต้อง แบบไม่มี "สีเทา" เสียที
การประมูลคลื่นความถี่ 3 จี นั้น คาดว่าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช. จะเปิดประมูลประมาณไตรมาส 3 ของปีนี้ ซึ่งก่อนจะถึงเวลาประมูลแน่นอนว่า ค่ายมือถือแต่ละค่ายต่างต้องเสนอ "ความเห็น" เกี่ยวกับการประมูลครั้งนี้อย่างเต็มที่
กลุ่มทรูฯ เอง ก็มีแนวคิดเกี่ยวกับการประมูลคลื่นความถี่ 3จี ที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะในการประชุมคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารคลื่นความถี่ย่าน 2.1GHz ซึ่งบริษัททรู มูฟ ได้เข้าร่วมด้วย และได้นำเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวผ่าน ธัช บุษฎีกานต์ รองหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกฎหมายของทรู มูฟ โดยมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
อย่างเรื่องการกำหนดขนาดคลื่นความถี่นั้น ทรูฯ มองว่าขนาดคลื่นความถี่มีผลโดยตรงต่อการแข่งขันอย่างแน่นอน โดยทรูฯ ระบุว่าจากประสบการณ์ในทำมือถือ 2G ทรูฯ เป็นผู้ให้บริการที่มีขนาดคลื่นความถี่น้อยที่สุด ทำให้ประสบปัญหาในการให้บริการลูกค้าอย่างมาก
ดังนั้นจึงทำให้ ทรูฯ มองว่าการประมูล 3 จีครั้งนี้ ขนาดคลื่นความถี่ที่เหมาะสมคือขนาด 15MHz เพราะบริษัท ทีโอที ได้คลื่น 3จี 2.1MHz ขนาด 15 MHz ไปแล้ว ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม กสทช.จึงควรกำหนดขนาดคลื่นความถี่ในการประมูลที่ 15MHz เท่ากันทุกราย
นอกจากนี้ หากกสทช.กำหนดขนาดคลื่นความถี่มากที่สุดที่ 20MHz จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีเงินทุนสูง ประมูลได้ อันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ผู้ประกอบการที่ประมูลได้ขนาดคลื่นความถี่ได้น้อยก็จะเสียเปรียบการแข่งขัน และในที่สุดก็ต้องออกจากตลาด ทำให้เกิดการผูกขาดในที่สุด
ส่วนกรณีที่กำหนดขนาดคลื่นความถี่ต่ำสุดที่ 5MHz นั้นทรูฯ กังวลว่าผู้ประกอบการรายเล็กที่เข้ามาประมูลคลื่นความถี่ขนาดดังกล่าวจะเป็นหุ่นเชิด หรือ นอมินี ของผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งกสทช. ยังไม่มีวิธีการชัดเจนที่จะเข้ามาควบคุมเรื่องนี้
นอกจากนี้ ทรูฯ ยังเสนอให้ กสทช.พิจารณาเรื่องการกำหนดอัตราเริ่มต้นของคลื่นความถี่ 3จี อย่างละเอียด โดยนำข้อมูลการประมูลของประเทศต่างๆ มาเปรียบเทียบให้เห็น ตัวอย่างเช่นการประมูล 3 จี ของประเทศญี่ปุ่น นั้นเอกชนไม่ต้องประมูล แต่มีข้อกำหนดในเรื่องของการสร้างโครงข่ายให้ครอบคลุมในแต่ละปีแทน
ขณะที่การประมูลในประเทศอังกฤษและเยอรมัน ที่กำหนดค่าใบอนุญาต 3 จี ในราคาที่สูง ทำให้การขายโครงข่ายเป็นไปอย่างล่าช้า รวมถึงมีผู้ประกอบการบางรายต้องออกคืนใบอนุญาต เพราะไม่สามารถขยายโครงข่ายได้ตามสัญญา
จะเห็นได้ว่า ข้อเสนอของทรูฯ เกี่ยวกับการประมูล 3จี ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น ทรูฯ มองตัวเองว่าเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก ไม่สามารถจะสู้กับรายใหญ่ ที่ "ทุนหนา" ได้ ซึ่งก็ต้องรอดูว่า เกณฑ์การประมูลที่ กสทช. จะเคาะออกมานั้น จะเข้าทางทรู มากน้อยแค่ไหน







