
จับตาฝนทิ้งช่วง2เดือน
กระทรวงเกษตรฯ หวั่นฝนทิ้งช่วงเดือน มิ.ย.ก.ค. สั่งกรมชลประทานติดตามและปรับแผนสู้ภัยแล้ง ด้าน กฟผ.ยันบริหารเขื่อนลงตัว ไม่แล้งไม่ท่วม
กระทรวงเกษตรฯ หวั่นฝนทิ้งช่วงเดือน มิ.ย.ก.ค. สั่งกรมชลประทานติดตามและปรับแผนสู้ภัยแล้ง ด้าน กฟผ.ยันบริหารเขื่อนลงตัว ไม่แล้งไม่ท่วม
นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ว่าที่ประชุมได้ติดตามสภาพอากาศ การคาดการณ์ปริมาณน้ำฝน และสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งภาพรวมพบว่า ปริมาณฝนในปีนี้อยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยเพียงเล็กน้อย แต่น้อยกว่าในปี 2554 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม จากการคาดการณ์สภาพอากาศโดยกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. อาจมีฝนทิ้งช่วง เกษตรกรอาจโดนผลกระทบบ้าง จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมจนกว่าจะเข้าสู่ฤดูฝน
ขณะเดียวกันยังได้มอบหมายให้สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือน ก.พ.จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีหน่วยปฏิบัติการทั้งหมด 10 หน่วยกระจายทั่วพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งทั้ง 58 จังหวัด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ช่วยพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร และเพิ่มน้ำในเขื่อนต่างๆ
นายกิตติ ตันเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ กฟผ.เปิดเผยว่า ขณะนี้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาปรับลดลงมาก ส่งผลให้ไม่สามารถส่งน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตรได้ ทางคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ซึ่งดูแลการบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยา จึงเห็นชอบให้เพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ให้สอดคล้องกับการใช้น้ำจริงตามแผนเพื่อไม่ให้เกิดภัยแล้งและน้ำท่วมโดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในเกณฑ์น้อยกว่า 30 % ของความจุอ่าง ซึ่งมีจำนวน 8 อ่าง ได้แก่ เขื่อนแควน้อย เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนทับเสลา เขื่อนขุนด่านฯ และเขื่อนปราณบุรี โดยในวันจันทร์ที่ 14 พ.คซ นี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดให้มีพิธีเปิดการทำฝนหลวงในช่วงฤดูฝน ณ สนามบินนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ เพื่อเริ่มปฏิบัติการฝนหลวงในช่วงฤดูฝนอย่างเป็นทางการอีกด้วย
นายธีระ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับปริมาณน้ำในเขื่อนทั้งหมดขณะนี้อยู่ที่ 56 %ของความจุน้ำในเขื่อน หรือ 41,300 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 1.7หมื่นล้านลบ.ม. หรือ 24 %ของปริมาณน้ำทั้งหมด ทั้งนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ความจุเฉลี่ยอยู่ที่ 50 % อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรฯ ให้ความมั่นใจว่าปริมาณน้ำในเขื่อนหลักนั้นยังเพียงพอ ทั้งอุปโภค บริโภค และทำการเกษตรได้หากฝนตกทิ้งช่วง
ส่วนพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งนั้น ซึ่งขณะนี้ได้ทำการสำรวจความเสียหายในพื้นที่ 12 จังหวัดที่ประสบภัย พบว่า ขณะนี้มีเกษตรกรได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งจำนวน 2.2 พันราย พื้นที่ 19,600 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 14,812 ไร่ พืชไร่ 4,769 และ พืชสวนและอื่นๆ อีก 15 ไร่ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจความเสียหาย และเยียวยาฟื้นฟูเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบต่อไป
ทั้งนี้ได้กำหนดแผนการระบายน้ำตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย. 6 พ.ค ดังนี้ วันที่2930 เม.ย.เขื่อนภูมิพลปรับเพิ่มการระบายน้ำจากวันละ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร( ลบ.ม)เป็นวันละ 25 ล้าน ลบ.ม. และปรับเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 40 ล้าน ลบ.ม. ระหว่างวันที่ 12พ.ค. และ วันที่ 56 พ.ค. ในขณะที่วันที่ 34 พ.ค.พ.ค.จะปรับการระบายน้ำเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 60 ล้าน ลบ.ม.
สำหรับเขื่อนสิริกิติ์ตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.6 พ.ค. ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากวันละ 20 ล้าน ลบ.ม.ขึ้นเป็นวันละ 25 ล้าน ลบ.ม. หลังจากนั้นจะกลับเข้าสู่การระบายน้ำตามแผนที่กรมชลประทานประเมินความต้องการใช้น้ำจากอ่างฯ เบื้องต้นเพื่อการทำนาปี ในช่วงเดือนพ.ค.ก.ค. ประมาณ 3,000 ล้าน ลบ.ม.
ด้านสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำกฟผ.ปัจจุบัน มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 59% ของความจุ หรือ 36,031 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน 6 % หรือ 2,184 ล้าน ลบ.ม. โดยอ่างเก็บน้ำในภาคเหนือ (เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์) มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 51% หรือ 11,644 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าปีที่แล้ว 7% หรือ 776 ล้าน ลบ.ม.
อ่างเก็บน้ำในภาคตะวันตก (เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนท่าทุ่งนา และเขื่อนวชิราลงกรณ) มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 66 % หรือ 17,557 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าปีที่แล้ว 10% หรือ 1,665 ล้าน ลบ.ม. ส่วนอ่างเก็บน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณน้ำในอ่าง 42% หรือ 1,999 ล้านลบ.ม. และภาคใต้มีปริมาณน้ำในอ่าง 68% หรือ 4,832 ล้านลบ.ม. ซึ่งน้อยกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย
นายกิตติ กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำทุกแห่งอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีช่องว่างในอ่างฯ มากพอสำหรับรองรับน้ำในช่วงฤดูฝน ขณะเดียวกันยังมีปริมาณน้ำในอ่างฯ พอเพียงสำหรับการใช้น้ำเพื่อการเกษตรในช่วงต้นฤดูฝนที่อาจเกิดฝนทิ้งช่วงได้ โดยอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ระบายน้ำในช่วงฤดูแล้ง (พ.ย.54เม.ย.55) ไปทั้งสิ้น 13,279 ล้าน ลบ.ม. เป็นการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล 7,679 ล้าน ลบ.ม. จากเขื่อนสิริกิติ์ 5,600 ล้าน ลบ.ม. และในปีนี้การปลูกข้าวนาปี (ฤดูฝน) ของลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้เริ่มเพาะปลูกในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับฤดูนาปรัง ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมากกว่าปกติ
“แม้ว่า กฟผ. และคณะอนุกรรมกาฯจะวางแผนการบริหารจัดการน้ำเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ปี 2555 อย่างรอบคอบ แต่ยังมีความเสี่ยงเรื่องน้ำแล้ง หรือน้ำท่วม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝนปี 2555 เป็นไปอย่างมีประสิทฺธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดในด้านการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย และการป้องกันภัยแล้งอย่างสมดุล”นายกิตติ กล่าว







