
พม่ากังขาอิตาเลียนไทย
ตั้งข้อสงสัยบริษัทไทยจะเดินหน้าโครงการทวายได้จริงหรือไม่
ตั้งข้อสงสัยบริษัทไทยจะเดินหน้าโครงการทวายได้จริงหรือไม่
ผู้นำพม่าไม่มั่นใจอิตาเลียนไทย พัฒนาท่าเรือทวายได้จริง
บลูมเบิร์กรายงานเมื่อวันที่ 4 พ.ค.ว่า โกโก ฮเลง ที่ปรึกษาด้านการเมืองระดับสูงของประธานาธิบดี เต็งเส่ง ของพม่า ได้ตั้งคำถามถึงความสามารถของบริษัท อิตาเลียนไทย บริษัทก่อสร้างรายใหญ่ของไทยต่อโครงการก่อสร้างนิคมอุตสาห กรรมบริเวณท่าเรือทวายมูลค่า 8,600 ล้านเหรียญสหรัฐ
โกโก ฮเลง ให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์กที่ย่างกุ้งว่า บริษัทก่อสร้างของไทยไม่มีประสบการณ์มากนักในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่มาก่อน ซึ่งพม่าต้องการผู้ลงทุนอื่นๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่า
ที่ปรึกษาประธานาธิบดีพม่ากล่าวด้วยว่า ประธานาธิบดี เต็งเส่ง ได้เทียบเชิญนักลงทุนจากญี่ปุ่นในระหว่างการประชุมที่กรุงโตเกียวเมื่อเดือนที่แล้ว ในโครงการก่อสร้างทั้งที่เมืองทวายและเมืองธิวาลา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งท่าเรือที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองย่างกุ้งห่างออกไปราว 25 กิโลเมตร โดยทั้งสองประเทศตกลงที่จะทำการศึกษาถึงความเป็นไปได้ สำหรับท่าเรือที่เมืองธิวาลา แต่ไม่ได้ระบุถึงทวายแต่อย่างใด
บลูมเบิร์ก ระบุว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ได้สัมปทานในโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทวายในเดือน พ.ย. 2553 ก่อนที่ประธานาธิบดี เต็งเส่ง จะขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เอง พม่ากลับยกเลิกโครงการไฟฟ้าถ่านหินขนาด 4,000 เมกะวัตต์ โดยไม่ได้แจ้งมายังบริษัท อิตาเลียนไทย ก่อน
อย่างไรก็ตาม ทางด้าน สมเจตน์ ทิณพงษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ทวาย ดีเวลลอปเม้นท์ โค ภายใต้ บริษัท อิตาเลียนไทย กล่าวยืนยันกับบลูมเบิร์กว่า อิตาเลียนไทยมีประสบการณ์ในโครงการท่าเรือมาบตาพุดมาก่อน ดังนั้นบริษัทจะสามารถจัดการกับโครงการในพม่าได้แน่ และว่าทุกโครงการล้วนต้องการผู้ลงทุนที่หลากหลายถึงจะสำเร็จได้
“โครงการนี้เป็นโครงการระดับโลก เป็นโครงการสากล ไม่มีบริษัทหนึ่งบริษัทใดที่จะจัดการได้ทั้งหมด” สมเจตน์ กล่าว
ทางด้าน รุธิร์ พนมยงค์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ให้ความเห็นว่า หนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของอิตาเลียนไทยก็คือ บริษัทได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลชุดก่อนอย่างมาก แต่ขณะนี้ต้องมาเริ่มต้นใหม่ เพื่อให้ได้แรงสนับสนุนจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ทั้งนี้ อิตาเลียนไทยได้ลงนามในสัญญาพัฒนาท่าเรือทวายมูลค่า 8,600 ล้านเหรียญสหรัฐกับรัฐบาลพม่า เมื่อปี 2553 เพียง 5 วันก่อนที่พม่าจะจัดการเลือกตั้งขึ้น โดยภายใต้สัญญาดังกล่าวอิตาเลียนไทยจะเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสาหกรรมโดยรอบ ซึ่งบริษัทจำเป็นที่จะต้องได้รับเงินกู้มูลค่าถึง 1.25 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปีนี้เพื่อรับประกันได้ว่าจะสามารถเดินหน้าโครงการนี้ได้







