
ทบทวนความคิดในการลงทุน (ตอน1)
โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโม
โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโม
“Life can only be understood backwards; but it must be lived forward” by Soren Kierkegaard “เราจะเข้าใจชีวิตได้เมื่อมองย้อนหลังไปเท่านั้น แต่เราต้องดำเนินชีวิตไปข้างหน้า” โดย โซเรน เคิร์คเคการ์ด ปราชญ์ยุโรป
ผมกำลังจะเขียนหนังสือเรื่องการลงทุน โดยเน้นในเชิงภาพรวมของเศรษฐกิจมหภาคที่ประยุกต์ใช้วัฏจักรเศรษฐกิจ วัฏจักรของราคาสินทรัพย์เข้ากับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ซึ่งหนังสือแนวนี้ในไทยไม่มีเลย โดยผมจะประยุกต์ความคิดของสำนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียและมุมมองการลงทุนที่เน้นภาพใหญ่เป็นหลัก
ผมจึงได้มีโอกาสทบทวนหนังสือชั้นนำทางเศรษฐศาสตร์ การเงิน การลงทุน รวมทั้งงานเขียนวิเคราะห์ของผมเอง ซึ่งพบว่าที่ผมเขียนวิเคราะห์ถูกต้องมีมากพอสมควร แต่ที่วิเคราะห์ผิดก็มีไม่ใช่น้อย
แต่การมองย้อนหลังและครุ่นคิดหาปัจจัยที่ทำให้วิเคราะห์ผิดหรือประเมินผิด ยิ่งทำให้เข้าใจเรื่องของเศรษฐกิจและการลงทุนมากขึ้น นอกจากนี้ยังใช้ช่วงเวลาหนึ่งทบทวนข้อผิดพลาดของตนเองเช่นกัน
ผมใคร่ขอเสนอว่า ท่านผู้อ่านควรจะปลีกเวลาสักช่วงหนึ่งทบทวนความผิดพลาดของตนเอง เพราะคนเราเรียนรู้จากความผิดพลาดได้ดีกว่าความสำเร็จ แม้ว่าเราจะชอบความสำเร็จมากแค่ไหนก็ตาม แต่ความผิดพลาดต่างหากคือ “ประสบการณ์” ที่แท้จริง และการเรียนรู้ข้อผิดพลาดจากผู้อื่นด้วยความเคารพ จะยิ่งทำให้เราสั่งสมประสบการณ์มากขึ้น
บทความตอนนี้และตอนหน้าจะเป็นการสรุปย่อสำหรับการทบทวนความคิดในการลงทุนของผม ซึ่งเป็นการรวบรวมประสบการณ์ในการวิเคราะห์ที่ผิดพลาดของตนเองและผู้อื่นเช่นกันโดยบางส่วนผมได้เล่าให้ผู้ฟังทางคลื่น 96.5 FM ในรายการ “รู้ใช้ เข้าใจเงิน” ซึ่งผมจะเข้ามาให้มุมมองทางเศรษฐกิจ การเงินและการลงทุนเป็นประจำในทุกวันศุกร์เวลา 10.3011.00 น.
1.นักเศรษฐศาสตร์ส่วนมากอ่านแนวโน้มเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤต 2551 ผิดพลาดมากกว่าก่อนวิกฤตเป็นอันมาก ทั้งๆ ที่ภาคเศรษฐกิจจริงควรจะมีการเคลื่อนไหวที่ผันผวนน้อยกว่าภาคการเงิน ทั้งนี้ จากประสบการณ์ของผมซึ่งเคยทำงานเป็นนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง และมีทำหน้าที่เขียนรายงานวิเคราะห์แนวโน้มทางเศรษฐกิจและการเงินแต่ละเดือน ผมพบว่าก่อนวิกฤต 2551 ปัจจัยต่างๆ ทางเศรษฐกิจมิได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
ผมสามารถใช้ Copy และ Paste หรือก๊อบแปะ นั่นเอง กล่าวคือก๊อบรายงานเดือนก่อนหน้ามาแปะในเดือนที่ต้องเขียนรายงาน ปรับแต่งตัวเลขล่าสุดนิดหน่อยและเสนอผู้ใหญ่ได้ทันที ถือเป็นการทำงานที่สบายๆ มาก สอบถามเพื่อนฝูงที่ทำงานแบบเดียวกัน ก็พบว่าทุกคนทำแบบเดียวกัน เพราะเศรษฐกิจมิได้เปลี่ยนแปลงบ่อยเหมือนอากาศ และถึงมีการเปลี่ยนแปลง จะอยู่ในการคาดการณ์เป็นส่วนมาก ไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์
ก่อนหน้าวิกฤติปี 2551 ผมได้เปลี่ยนงานแล้วโดยไปช่วยคุณสุกิจ อุดมศิริกุลที่สถาบันวิจัยนครหลวงไทย (ปัจจุบันคุณสุกิจทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์) โดยผมทำหน้าที่ด้านวิเคราะห์เศรษฐกิจนำแบบจำลองเศรษฐมิติมาประยุกต์ใช้ในกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์
ผมจำได้ว่า ตอนนั้นก่อนวิกฤตเลห์แมนฯ ในเดือน ก.ย. 2551 วิวาทะสำคัญในหมู่นักเศรษฐศาสตร์และนักกลยุทธ์หลักทรัพย์คือ DeCoupling or ReCoupling หรือวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐนั้นจะส่งผลต่อประเทศเกิดใหม่โดยเฉพาะเอเชียหรือไม่ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์แทบทั้งหมดเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยแน่ๆ แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนมากเชื่อว่าวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐไม่น่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่มากนัก เพราะเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่โดยเฉพาะเอเชียมีการแยกตัว (De-Coupling) ออกจากเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา
แต่ในความเป็นจริง จู่ๆ วันที่ 15 ก.ย. 2551 บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส ก็ล้มละลาย เกิดความตระหนกในภาคการเงินไปทั่วโลก ผลก็คือธุรกรรมการเงินแทบจะหยุดกันทั่วทั้งโลก เพราะทุกคนไม่แน่ใจว่าปล่อยเงินกู้ไปแล้วจะได้คืนหรือไม่ สำหรับภาคเศรษฐกิจ ผมพบว่ามีการปรับตัวลดลงของดัชนีผลผลิตทางอุตสาหกรรม (Industrial Production) ทั่วทั้งโลกทันที ทั้งๆ ที่ตามปกติกว่าที่ภาคเศรษฐกิจจริงจะปรับลดการผลิตนั้นจะต้องทอดเวลาให้วิกฤตการเงินลุกลามไปก่อนอย่างเร็วสุดก็ 3 เดือน
แต่การปรับลงของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมทั่วโลกทั้งๆ ที่หลายประเทศมีความเชื่อมโยงกับวิกฤตการเงินสหรัฐแตกต่างกัน สะท้อนว่า วันที่เกิดวิกฤตการเงินของโลก ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกต่างตัดสินใจพร้อมกันทันทีโดยมิต้องรอให้กลไกตลาดทำงานผ่านการลดลงของอุปสงค์ในสินค้าและตามมาด้วยการลดกำลังการผลิต ดังเช่นปกติ หากแต่ผู้ผลิตตัดสินใจในกลางเดือน ก.ย. 2551 ลดกำลังการผลิตทั้งโลกทันทีและตามมาด้วยการปลดคนงาน
ผมจำได้ว่าในเดือน ก.ย. 2551 ผมเห็นข่าวการปลดคนงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศไทยจำนวนมากทั้งๆ ที่ยอดจำหน่ายและยอดผลิตรถยนต์และรถพาณิชย์ของไทยมิได้มีปัญหาอะไร แต่การปลดนี้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วมาก โรงงานอื่นๆ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ล้วนดำเนินการแบบเดียวกัน
ดังนั้น ในยุคโลกาภิวัตน์หรือในยุคที่ “โลกแบน The World is Flat” เราสามารถบอกได้ว่าปฏิกิริยาของภาคการผลิตที่แท้จริงมีความรวดเร็วไม่ยิ่งหย่อนกว่าภาคการเงิน และการกระตุ้น “ความเชื่อมั่น” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการบริหารเศรษฐกิจของยุคสมัยนี้ ดังจะเห็นในข้อต่อไป







