
เพิ่มกำไรสุทธิ 4 ปี BIGC
แนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิของบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) มีความน่าสนใจและปรับตัวใกล้เคียงกับกลุ่มค้าปลีกมากขึ้น
แม้ว่าปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ระดับสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (PE) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 25.1 เท่า แต่ยังนับว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มค้าปลีกที่ 28.9 เท่า
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง (บล.บัวหลวง) จึงปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” จาก “ถือ” และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปีนี้เป็น 232 บาท จาก 156 บาท รวมถึงการปรับขึ้นกำไรสุทธิ 4 ปี ตั้งแต่ปี 2555-2558
นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต คงคำแนะนำซื้อจากกำไรไตรมาสแรกคิดเป็น 28% ของประมาณการทั้งปีของ บล.แห่งนี้ (กำไรดำเนินงานปีนี้คาดเติบโต 20%) และ 30% จากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในตลาด (กำไรดำเนินงานเติบโต 11%)
“เราจะปรับประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายขึ้นหลังร่วมประชุมกับนักวิเคราะห์”
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ปรับคำแนะนำจากถือเป็นขาย โดยราคาพื้นฐานที่เหมาะสมใหม่ปี 2555 คำนึงถึงการเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงแล้วจะอยู่ที่ 177 บาท อิงสัดส่วนพี/อี 26 เท่า และราคาขึ้นมาเกินมูลค่าที่เหมาะสมแล้ว ควรรอจังหวะเหมาะสมต่อไป
ในระยะสั้นยังมีการเก็งกำไรเกี่ยวกับการนำ BIGC เข้าไปรวมในดัชนี MSCI รอบใหม่ปลายเดือน พ.ค.นี้
ไตรมาสแรกปี 2555 BIGC สร้างความประหลาดใจให้แก่ตลาดอีกครั้ง ด้วยกำไรสุทธิที่สูงถึง 1,780 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 89% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยประมาณการของตลาดอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท การเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิมอยู่ที่ 3.4%
BIGC มีการบันทึกเงินประกันในส่วนของค่าชดเชยผลกระทบทางธุรกิจ 149 ล้านบาท และค่าความเสียหายของสต๊อกสินค้าที่ 77 ล้านบาท เนื่องจากไม่ได้มีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการซื้อกิจการคาร์ฟูร์ประเทศไทย บริษัทจะเปิดร้านไฮเปอร์มาร์เก็ต 4 สาขา, บิ๊กซีมาร์เก็ต 6 สาขา และมินิบิ๊กซีอีก 75 สาขา โดยจะใช้งบลงทุน 5,500 ล้านบาทในปีนี้
ผู้บริหารยังได้ยืนยันเป้าหมายที่จะมีร้านไฮเปอร์มาร์เก็ตและรูปแบบร้านค้าแบบมาร์เก็ตรวมกัน 300 สาขา และมินิบิ๊กซี 950 สาขา แต่ได้เลื่อนกรอบระยะเวลาจากปี 2558 เป็น 2559
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง คิดว่าแผนการขยายตัวยังคงขึ้นอยู่กับแผนการระดมทุนในช่วง 18 เดือนข้างหน้า หลังจากที่บริษัทใช้เงินจากการเพิ่มทุนจำนวน 4,000 ล้านบาทหมดลง
ดังนั้น จึงตั้งสมมติฐานว่า BIGC จะทำได้เพียงครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่วางไว้ สำหรับสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตใหม่และบิ๊กซีมาร์เก็ต แต่เป้าหมายสำหรับการเปิดสาขามินิบิ๊กซีให้ได้ถึง 950 สาขา น่าจะสำเร็จได้ในปี 2560
ดังนั้น จึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิ เพื่อสะท้อนตัวเลขผลประกอบการในไตรมาสแรกที่ดีกว่าคาดและแผนการเปิดตัวสาขาเชิงรุกของ BIGC
“เราจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2555-2558 ขึ้น 10%, 11%, 16% และ 19% ตามลำดับ โดยการปรับเพิ่มประมาณการครั้งนี้ ทำให้การเติบโตของกำไรสุทธิดีน่าประทับใจและปรับตัวใกล้เคียงกับกลุ่มหุ้นค้าปลีกมากขึ้น ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่จะถูกปรับขึ้นไปซื้อขายที่ระดับมูลค่าสูงกว่าเดิมธุรกิจใหม่” นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง กล่าว
BIGC ได้ขยายเข้าสู่ธุรกิจใหม่เพิ่มเติบด้วยการเปิดร้านแว่นตา บิ๊กซีออพติคอล รวมถึงขยายไปสู่ธุรกิจออนไลน์ เนื่องจากผู้บริหารเชื่อว่าตลาดดังกล่าวเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง
ผลจากกำไรที่เกินคาดของ BIGC หรือ 35% ของกำไรที่นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ประมาณการไว้บวกกับที่คาดว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้มีแผนจะขยายสาขา จะทำให้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นมากในปีนี้
แต่ไตรมาสแรกที่สามารถทำกำไรได้ดี ทำให้ปรับประมาณการกำไรปีนี้ปีหน้าเป็นกำไรสุทธิปี 2555 ที่ 5,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรปกติ 5,613 ล้านบาท เติบโตจาก 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปีนี้ BIGC จะเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง 23.6 ล้านหุ้น หุ้นละ 176 บาท (ส่วนลดจากตลาด 10%) วงเงินรวม 4,156 ล้านบาท เพียงพอต่อการลงทุนในปีนี้ภายใต้งบ 5,500 ล้านบาท และเกิดการลดลงของราคาหุ้น 2.9% ขณะที่แผนในการจัดการกับหนี้ที่มีกว่า 3.65 หมื่นล้านบาท จะใช้วิธีรีไฟแนนซ์แทน และทำให้แผนเพิ่มทุนเดิม 2.5 หมื่นล้านบาท เลื่อนออกไปและยังมีภาระดอกเบี้ยอีกปีละกว่า 1,200 ล้านบาท







