
ขยายเวลาคุ้มครองเงินฝากรัฐมีแต่ได้กับได้
ในวันที่ 11 ส.ค.นี้ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝาก ได้กำหนดให้การคุ้มครองเงินฝากของไทยลดลงจาก 10 ล้านบาท เหลือบัญชีละ 1 ล้านบาทต่อคนต่อธนาคาร ซึ่งทางกระทรวงการคลังจ้องที่จะขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองเงินฝากส่วนนี้ออกไปก่อน
ในวันที่ 11 ส.ค.นี้ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝาก ได้กำหนดให้การคุ้มครองเงินฝากของไทยลดลงจาก 10 ล้านบาท เหลือบัญชีละ 1 ล้านบาทต่อคนต่อธนาคาร ซึ่งทางกระทรวงการคลังจ้องที่จะขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองเงินฝากส่วนนี้ออกไปก่อน
สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ไม่ต้องการให้มีการตื่นตระหนกของผู้ฝากเงินมากเกินไป ควรยืดระยะเวลาเพื่อช่วยทำให้ทั้งผู้ฝากและธนาคารได้มีเวลาในการปรับตัว
แถมยังกล่าวด้วยว่า หากในอนาคตการคุ้มครองเงินฝากที่ 1 ล้านบาทต่อบัญชีต่อธนาคาร เห็นว่าน้อยเกินไป ก็สามารถปรับขึ้นมาเป็น 2 ล้านบาทต่อบัญชีต่อธนาคาร หรือมากกว่านั้น โดยยึดหลักเน้นคุ้มครองเงินฝากรายย่อย
แนวคิดในการเพิ่มการคุ้มครองเงินฝากขึ้นจากที่กำหนดไว้ 1 ล้านบาท ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.ศกนี้ โดยอาจมีเพดานอยู่ที่ 510 ล้านบาทนั้น เมื่อพิจารณาตัวเลขเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นปี 2554 แล้ว พบว่า หากใช้เกณฑ์ผู้ที่มีเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย กับเกณฑ์ผู้มีเงินฝากไม่เกิน 5 ล้านบาท และ 10 ล้านบาท เมื่อคิดเป็นสัดส่วนรวมของผู้ฝากเงินธนาคารพาณิชย์แล้ว จะอยู่ที่ 98.5% 99.7% และ 99.9% ตามลำดับ
สัดส่วนดังกล่าว ถือได้ว่าครอบคลุมจำนวนผู้ฝากที่ใกล้เคียงกันมากและแทบจะดูแลผู้ฝากได้ทั้งหมด
แต่เมื่อพิจารณาเป็นมูลค่าเงินฝากกลับพบว่า เกณฑ์ที่ 1 ล้านบาท จะครอบคลุมเงินฝากประมาณ 1 ใน 4 เท่านั้น
แต่เมื่อขยับเกณฑ์เป็น 5-10 ล้านบาท จะครอบคลุมจำนวนเงินฝากประมาณครึ่งหนึ่งของเงินฝากรวม
ผู้ที่มีเงินออมในรูปเงินฝากในช่วง 5-10 ล้านบาท ไม่จำเป็นต้องเป็นเศรษฐีเสมอไป แต่อาจเป็นการออมที่ทำต่อเนื่องมาทั้งชีวิตจากการทำงานนับสิบๆ ปีก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เกษียณอายุ ซึ่งใช้ดอกเบี้ยเงินฝากจากเงินที่ออมเป็นรายได้ต่อเดือนเพื่อใช้จ่ายในการครองชีพ
อีกทั้งการเพิ่มเพดานคุ้มครองเงินฝากนั้น ทำให้ผู้ฝากเงินไม่ต้องตระหนกรีบกระจายเงินฝาก ซึ่งต้องมีต้นทุนในการทำธุรกรรมเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง เช่น การเดินทาง การทำบัญชี หรือต้นทุนทางใจ เช่น ความรู้สึกลำบากใจที่ต้องแจ้งให้สถาบันการเงินที่ใช้บริการกันมานานว่าขอถอนเงินฝากบางส่วน เป็นต้น เพราะฉะนั้นการคุ้มครองเงินฝากที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นการลดความเสี่ยงและต้นทุนของการออมผ่านเงินฝาก โดยอาจมองได้ว่าเป็นเสมือนแรงจูงใจเพิ่มเติมให้ประชาชนมีการออมมากขึ้นก็ว่าได้
การปรับเกณฑ์ดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะช่วยผู้ฝากเงิน แต่ยังช่วยลดแรงกดดันในการแข่งขันระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐด้วย เพราะเมื่อเกณฑ์ถูกปรับ ผู้ฝากก็สามารถคงเงินฝากที่เกิน 1 ล้านบาทไว้ในธนาคารพาณิชย์ได้ โดยยังได้รับความคุ้มครองเต็มจำนวนที่ 5-10 ล้านบาท หรือตามที่กฎหมายจะระบุ
หากประเมินจากแนวโน้มเงินฝากของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทุกคนทราบดีแล้วว่ากำลังจะเข้าสู่ช่วงที่เงินฝากธนาคารพาณิชย์จะไม่ได้รับการคุ้มครองเต็มจำนวนอีกต่อไป ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมให้เงินฝากในสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเมื่อเปรียบเทียบอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีของเงินฝาก ระหว่างธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ จะเห็นว่าเงินฝากของธนาคารเฉพาะกิจเพิ่มสูงขึ้นมาก
อย่างไรก็ดี การเพิ่มเพดานคุ้มครองเงินฝากที่มากขึ้น ย่อมหมายถึงสัดส่วนเงินฝากที่ต้องคุ้มครองตามกฎหมายต่อกองทุนคุ้มครองเงินฝากก็จะสูงมากขึ้นตามไปด้วย โดยถ้าหากเพดานอยู่ที่ 1 ล้านบาท สัดส่วนดังกล่าวจะอยู่ที่ประมาณ 28 เท่า (จากกองทุนปัจจุบันที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท) ซึ่งเมื่อเพิ่มเพดานเป็น 5 ล้านบาท หรือ 10 ล้านบาท อัตราส่วนดังกล่าวก็จะพุ่งขึ้นเป็น 42 หรือ 48 เท่า ตามลำดับ อาจจะเป็นความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจได้ หากระบบสถาบันการเงินไทยไม่สามารถรักษาความแข็งแกร่งดังที่เป็นอยู่เอาไว้ได้
อย่างไรก็ดี กฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ไม่ว่าทางกระทรวงการคลังจะขยายเวลาการลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากที่จะลดลงเหลือ 1 ล้านบาท ในเดือน ส.ค.นี้ออกไปหรือไม่ ก็จะไม่มีผลต่อการระดมทุนของธนาคาร เนื่องจากธนาคารมีการเตรียมพร้อมมานานแล้ว ดังนั้นไม่ว่าทางการจะเลื่อนประกาศใช้ออกไปหรือมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบธนาคารก็พร้อมจะปรับตัวตาม
แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การขยายเวลาลดการคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาทออกไป ก็เป็นการช่วยเหลือธนาคารของรัฐทางอ้อม ที่ปัจจุบันโดนสั่งเก็บค่าธรรมเนียม 0.47% เข้ากองทุนพัฒนาประเทศ ในการดูแลของกระทรวงการคลัง ในอัตราเดียวกับที่ธนาคารพาณิชย์ถูกเก็บค่าธรรมเนียมเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เพื่อให้การแข่งขันในระบบการเงินอยู่บนความเท่าเทียม
ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากกฎหมายมีผลบังคับใช้ อาจทำให้เงินไหลเข้ามาฝากในธนาคารของรัฐมากขึ้น เพราะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย 100%
ยิ่งฝากมากก็จะยิ่งเป็นต้นทุนที่มากขึ้นของธนาคารรัฐ เรื่องนี้จึงถือเป็นความฉลาดของกระทรวงการคลัง ที่ทำภาพให้ดูดีว่าคุ้มครองประชาชน แต่ช่วยเหลือธนาคารของรัฐทางอ้อม
เรื่องนี้จึงมีแต่คนได้ ไม่มีใครเสีย หากระบบการเงินของไทยยังคงเข้มแข็งและน่าเชื่อถืออยู่อย่างในปัจจุบัน







