
อุตฯรถวิกฤตแรงงานขาด
หวั่นพลาดเป้าผลิต2ล้านคัน ค่ายรถหันใช้เครื่องจักรแทน
หวั่นพลาดเป้าผลิต2ล้านคัน ค่ายรถหันใช้เครื่องจักรแทน
อุตสาหกรรมยานยนต์ต้องการแรงงานเพิ่มกว่า 1 แสนคน หวังเพิ่มกำลังการผลิตถึง2 ล้านคัน หวั่นหากขาดแคลนแรงงานจะทำให้ผลิตได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายได้
นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยว่า จากการปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาท ใน 7 จังหวัด และอีก 40% ใน 70 จังหวัด ที่เหลือตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2555 ไม่ได้ส่งผลกระทบสำคัญต่อผู้ประกอบการ แต่มองว่าปัญหาที่สำคัญที่สุดคือ การขาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์จำนวนมาก ซึ่งเมื่อเทียบกับเป้าหมายการผลิตในปี 2555 ที่ตั้งไว้ที่ 2 ล้านคันนั้น หากไม่สามารถจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นได้ อาจทำให้การผลิตรถยนต์มีปัญหาไม่สามารถผลิตได้เต็มกำลังการผลิตได้
ทั้งนี้ ในปี 2554 อุตสาหกรรมยานยนต์สามารถผลิตรถยนต์ได้ 1.45 ล้านคัน จากกำลังการผลิต 1.6-1.7 ล้านคัน พอมาปี 2555 วางเป้าหมายการผลิตเป็น 2 ล้านคัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 20-30% เมื่อเป็นเช่นนั้นจำนวนแรงงาน ก็ควรจะ ขยายตัวไปในอัตราใกล้เคียงกันด้วย โดยปัจจุบันแรงงานภาคอุตสาหกรรม ทั้งหมดรวมอุตสาหกรรมต่อเนื่องมีอยู่ประมาณ 5 แสนคน ยังต้องการใช้แรงงานเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 1 แสนคนในปีนี้
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติหากไม่สามารถจัดหาแรงงานได้เพียงพอ ผู้ประกอบการก็ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต โดยใช้แรงงานเครื่องจักรมากขึ้น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็เริ่มมีการปรับตัวไปบ้างแล้ว
ขณะเดียวกันก็ต้องมีการปรับทักษะแรงงานให้มีความสามารถ และความเชี่ยวชาญในการควบคุมเครื่องจักรมากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ ไทยยังคงข้อแลกเปลี่ยนกับประเทศญี่ปุ่นภายใต้กรอบการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น หรือเจเทปา ที่ทางญี่ปุ่นจะต้องเข้ามาตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากร สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในเมืองไทย เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากร โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นจะเข้ามาฝึกอบรมให้แรงงานไทย เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากโครงการดังกล่าวลุล่วงไปได้ เชื่อว่าน่าจะสามารถพัฒนาบุคลากรให้เพิ่มขึ้น ครอบคลุมกำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย
นายวัลลภ กล่าวว่า ภายหลังจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยคาดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะถือว่ามีจุดแข็งที่สุดในภูมิภาค แต่ก็มีโอกาสที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนจากประเทศเพื่อนบ้าน จะส่งชิ้นส่วนเข้ามาผลิตรถยนต์ให้กับไทยด้วย รวมถึงการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มองว่าอาจจะมีการถ่ายเทไปในประเทศกัมพูชา เวียดนาม และอินโดนีเชีย เพิ่มขึ้น เนื่องจาก มีค่าจ้างที่ถูก กว่าไทย
อย่างไรก็ตาม หากเทียบในอาเซียนด้วยกันแล้วไทยยังคงเป็นแหล่งประกอบรถที่สำคัญของภูมิภาคอยู่ โดยไทยอาจใช้ประโยชน์จากอาเซียนในการหาแหล่งวัตถุดิบที่มีต้นทุนถูกมาใช้







