
หนุนเอกชนรวมกิจการ
แก้กฎหมายเอื้อเน้นบริษัทกลางต่อกรตปท.ฉลุย
แก้กฎหมายเอื้อเน้นบริษัทกลางต่อกรตปท.ฉลุย
“ชนินท์” โชว์นโยบายสมาคม บจ. ปี 2555 ผลักดันปรับปรุงกฎหมายควบรวมกิจการและเงินปันผล เพื่อให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กผนึกกำลังเปิดประตูรับ AEC
นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) เปิดเผยถึงแผนงานของสมาคมในปีนี้ว่า จะมีการผลักดันเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคเอกชนของไทย ให้สามารถแข่งขันทัดเทียมกับกลุ่มประเทศในอาเซียน เป็นการปรับตัวรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน (AEC) ในปี 2558 นี้
สมาคมฯ เห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจประเทศไทยมาจากภาคเอกชนและเป็นเอสเอ็มอี ดังนั้นเพื่อให้ภาคเอกชนแข่งขันได้เห็นว่าควรมีการควบรวมกิจการกัน เพื่อให้มีขนาดใหญ่และแข่งขันได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม พบว่าเอสเอ็มอีไม่ค่อยมีการควบรวมกิจการ เพราะติดปัญหาเรื่องภาษีและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ภายหลังควบรวม โดยจะมีการปรับปรุงให้มีความคล่องตัวมากขึ้น
“เมื่อเทียบกับบริษัทไทยกับกลุ่มบริษัทในอาเซียนด้วยกัน พบว่ายังมีภาษีบางตัวของไทยที่แพงกว่าเพื่อนบ้านอย่างเช่น ภาษีจากกำไรและเงินปันผลของนิติบุคคล ซึ่งประเด็นนี้จะมีการผลักดันให้มีการแก้ไขพร้อมกับภาษีควบรวม เพราะทั้งสองมีความสอดคล้องกัน โดยการควบรวมจะทำให้เกิดกำไรจากการลงทุนเกิดขึ้น แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยพบว่าภาคเอกชนไทยมีการลงทุนหรือซื้อกิจการเพราะต้องเสียภาษีกำไร หากภาครัฐพิจารณางดการจัดเก็บภาษีในส่วนนี้จะทำให้ภาคเอกชนตัดสินใจควบรวมและซื้อกิจการมากขึ้น จะส่งผลให้ภาคเอกชนมีขนาดธุรกิจใหญ่ขึ้น
ปัจจุบันการแก้ไขกฎหมาย 2 ส่วนนี้ ได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกา เพื่อรอประกาศใช้เป็นกฎหมาย คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในปีนี้
นายกสมาคม บจ. กล่าวว่า การแก้ไขงดจัดเก็บภาษีกำไรจากการลงทุนยังจะช่วยกระตุ้นให้ภาคธุรกิจขนาดกลางและเล็กไปลงทุนต่างประเทศ เพราะปัจจุบันเมื่อภาคเอกชนได้รับเงินปันผลจากบริษัทลูกจะถูกคิดอัตราภาษีซ้ำซ้อนกัน ทำให้บริษัทในประเทศโดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและเล็กจึงไม่สนใจลงทุนในต่างประเทศ
นายชนินท์ กล่าวว่า แผนการดำเนินงานของสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทยปี 2555-2557 แบ่งเป็นแผนระยะสั้น 1-2 ปี คือ การส่งเสริมให้บริษัทขนาดใหญ่และรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการทบทวนกฎเกณฑ์ระเบียบข้อบังคับต่างๆ ให้มีความชัดเจนและไม่ซ้ำซ้อน เพื่อไม่สร้างภาระให้กับ บจ. เป็นต้น
สำหรับแผนระยะกลาง 3-5 ปี ทบทวนโครงสร้างภาษีเพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันของบริษัทไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ส่วนแผนระยะยาว 5-10 ปี ส่งเสริมนโยบายเศรษฐกิจของประเทศให้มีความเป็นเอกภาพและต่อเนื่อง เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันกับต่างประเทศได้







