posttoday
ขอ3เดือนสรุปผล300บ.

ขอ3เดือนสรุปผล300บ.

01 พฤษภาคม 2555

สอท.เล็งดูผลกระทบทั้งระบบ โวยรัฐไม่เคยฟังเสียงเอกชน

สอท.เล็งดูผลกระทบทั้งระบบ โวยรัฐไม่เคยฟังเสียงเอกชน

ส.อ.ท. ขอ 3 เดือนเก็บข้อมูลผลกระทบขึ้นค่าจ้าง พร้อมเช็กสถานภาพโรงงานแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมว่าเอาอยู่หรือไม่ หวังรัฐชะลอขึ้นค่าแรงปี2556 ชงลดอัตราดอกเบี้ยตรึงต้นทุนสินค้าช่วยรายเล็ก

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภายใน 3 เดือนนับจากเดือน เม.ย.นี้ ส.อ.ท.จะติดตามและสำรวจผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน เพื่อนำมาสรุปผลกระทบของนโยบายดังกล่าวในภาพที่ชัดเจน เพื่อเสนอให้รัฐบาลได้รับทราย ซึ่งหวังว่ารัฐบาลจะนำไปใช้พิจารณาประกอบการตัดสินใจชะลอการขึ้นค่าจ้างรอบที่ 2 ในวันที่ 1 ม.ค. 2556

“การสำรวจผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทครั้งนี้ จะถือโอกาสสำรวจสถานภาพธุรกิจของสมาชิกแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมด้วยว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีแผนที่จะลดขนาดธุรกิจลงกี่ราย มีแผนจะขยายฐานการลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้านกี่ราย รวมทั้งกลุ่มที่มีแนวโน้มต้องปิดกิจการมีกี่ราย” นายธนิต กล่าว

ทั้งนี้ ส.อ.ท.เคยมีข้อเสนอเพื่อลดผลกระทบการขึ้นค่าจ้างไปยังกระทรวงแรงงานและรัฐบาลแล้ว เช่น ขอให้ชะลอเวลาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไปอีก 23 ปี การยกเว้นการส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมสำหรับแรงงานต่างด้าวกรณีว่างงานหรือชราภาพ ซึ่งต้องส่งเงินสมทบอยู่ 3.5% ปรับเปลี่ยนการเก็บภาษีโรงเรือนให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ เป็นต้น แต่ก็ยังไม่มีการตอบรับ

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.จะยังคงเดินหน้าเสนอข้อเสนอดังกล่าวไปยังรัฐบาลผ่านเวทีสัมมนาต่างๆ รวมถึงในงานสัมมนาผลกระทบจากค่าแรง 300 บาท ที่กระทรวงแรงงานจะจัดขึ้นในเร็วๆนี้ด้วย

นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการ ส.อ.ท. กล่าวว่า แม้ว่าคณะรัฐมนตรีจะเห็นชอบมาตรการเยียวยาผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาทต่อวัน ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในรูปการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อพัฒนาเครื่องจักรและฝีมือแรงงาน และให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถนำส่วนต่างของค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจากเดิมมาหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า ซึ่งในมุมมองของภาคเอกชนเห็นว่าเป็นมาตรการที่ดี แต่ไม่ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการทั้งระบบ และไม่แน่ใจว่ามาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำนั้น ในทางปฏิบัติจะปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอีที่มีปัญหาได้จริงหรือไม่

ขณะเดียวกันต้องการให้รัฐบาลมองการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ อย่าคิดเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเอสเอ็มอีเท่านั้น เพราะขณะนี้อุตสาหกรรมรายใหญ่ก็เริ่มเห็นผลกระทบแล้ว และมีโอกาสที่จะลดกำลังการผลิต ปิดไลน์ผลิตบางส่วนหรือล้มได้ ดังนั้นสิ่งที่เอกชนเสนอรัฐควรต้องรับฟังบ้าง เวลาที่รัฐบาลทำก็ไม่เคยถามเอกชน เมื่อเกิดปัญหา ภาคเอกชนมีข้อเสนอแนะ รัฐบาลก็ไม่เคยฟัง

สำหรับแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ในขณะนี้ เพื่อเป็นการช่วยลดภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการโดยรวมนั้นเช่น ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 3.5% ลงมาอยู่ที่ 11.5% เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อไม่เกิน 3% ซึ่งไม่ได้อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง และการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นการช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการได้ในภาพรวม

นอกจากนี้ ภาครัฐควรมีการชะลอการปรับขึ้นค่าเอฟที หลังจากที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)หรือเรกูเลเตอร์ อนุมัติให้ปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที)รอบเดือนพ.ค.ส.ค.2555 อีก 30 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บตั้งแต่เดือนพ.ค.ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 78% และเพราะเป็นภาระต่อผู้ประกอบการอย่างมากเนื่องจากขณะนี้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นทุกด้าน

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท