
ลุ้นตรึงดอกเบี้ยนโยบาย
บิ๊กธปท.ลั่นไม่ลดเพื่อช่วยธุรกิจเชื่อปีนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ
บิ๊กธปท.ลั่นไม่ลดเพื่อช่วยธุรกิจเชื่อปีนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ
ธปท.ชี้ไม่สามารถกำหนดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ เพราะต้องดูให้สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจภาพรวมและเงินเฟ้อ
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศโดยภาพรวมในไตรมาสแรกปีนี้ยังขยายตัวได้ดี โดยข้อมูลตัวเลขในไตรมาสออกมาดีกว่าที่ ธปท.เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ และเชื่อว่าแนวโน้มในไตรมาส 2 ก็น่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้แนวโน้มเงินเฟ้อจะสูงขึ้นแต่ยังไม่อยู่ในระดับน่ากังวลมากนัก แต่ภาวะดังกล่าวนี้จะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างไรนั้น ต้องรอการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินในวันที่ 2 พ.ค.นี้
นายไพบูลย์ กล่าวว่า กรณีที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ขอให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยลงอีก 1.5% เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน วัตถุดิบ ค่าจ้าง และค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นนั้น การตัดสินดอกเบี้ยนโยบายคงไม่สามารถนำดอกเบี้ยไปใช้บริหารจัดการ ช่วยเหลือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะได้ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมต้องดูภาพรวมเศรษฐกิจเป็นหลักว่าดอกเบี้ยในขณะนั้นสอดคล้องกับความจำเป็นในแง่การสนับสนุนเติบโตหรือไม่ หรือจะทำให้ร้อนแรงมากเกินไปหรือไม่ หรือจะขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหรือไม่
“ดอกเบี้ยจะขึ้นหรือลงมันมีคนกระทบและได้ประโยชน์ ถ้าดอกเบี้ยต่ำผู้ออมเสียประโยชน์ แต่ผู้กู้ได้ประโยชน์ ถ้าดอกเบี้ยสูง ผู้ออมดี ผู้กู้เสีย ดอกเบี้ยจึงเป็นเครื่องมือดูแลให้สอดคล้องเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ เราเห็นใจที่ต้นทุนผู้ประกอบการมันสูงขึ้น แต่เราต้องดูภาพรวม” นายไพบูลย์ กล่าว
ผู้ช่วยฯ ธปท. กล่าวว่า ถึงภาคการส่งออกในไตรมาสแรกจะลดลงแต่ก็ไม่น่าห่วงอะไร เพราะดุลการค้าไตรมาสแรกยังเป็นบวก ดุลบัญชีเดินสะพัดก็ยังเป็นบวกนิดๆ โดยเกินดุล 600 ล้านเหรียญสหรัฐ อีกอย่างสาเหตุที่ส่งออกลดลงก็เนื่องจากปัญหาน้ำท่วม ทำให้ความต้องการนำเข้าเครื่องจักรมากขึ้นเพื่อฟื้นฟูการผลิตที่สะดุด ยอดส่งออกที่ลดลงก็เป็นไปในทิศทางที่ ธปท.คาดการณ์อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้ทั้งปี ธปท.คาดว่าจะติดลบเล็กน้อย
ทั้งนี้ การที่ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบไม่น่าจะส่งผลต่อเงินบาท เพราะการเคลื่อนไหวของเงินบาทน่าจะมีผลจากหลายปัจจัย อาทิ เงินทุนไหลเข้าและออก ภาวะเศรษฐกิจโลก ภาวะตลาดเงินโลก การตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากน้อยแค่ไหนของนักลงทุน ฯลฯ ซึ่งคงดูที่แนวโน้มการส่งออกหรือดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งในการ ประชุม กนง.ครั้งนี้จะได้มีการทบทวนตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจใหม่ด้วยว่าจะเป็นในทิศทางใด
กรรมการ กนง.รายหนึ่งเปิดเผยว่า การตัดสินใจนโยบายดอกเบี้ยรอบนี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้เช่นเดิม ส่วนจะลดดอกเบี้ยลงมา 0.25% นั้นเป็นไปได้ยาก







