
การเมืองหลอนตลาดบ้าน ยากระตุ้นหมดอายุก่อนกำหนด กระทบยอดขายวูบ
ตลาดบ้านไตรมาสแรกส่อแววเหี่ยวปลาย หลังมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์โดนการเมืองป่วน ส่งผลให้ยอดขายเดือนมี.ค.ไม่ได้ตามเป้า
ตลาดบ้านไตรมาสแรกส่อแววเหี่ยวปลาย หลังมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์โดนการเมืองป่วน ส่งผลให้ยอดขายเดือนมี.ค.ไม่ได้ตามเป้า
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว/โชคชัย สีนิลแท้
ยิ่งเข้าใกล้วันชุมนุนมใหญ่ของคนเสื้อแดง สถานการณ์บ้านเมืองก็เริ่มตึงเครียดเขม็งเกรียวขึ้นทุกขณะ เมื่อยิ่งตึงเครียด ความมั่นใจของผู้บริโภคก็เริ่มลดลงเป็นลำดับ ด้วยความกังวลกับความไม่แน่นอนจาการชุมนุมว่าจะออกมาในรูปแบบใด รุนแรง หรือไม่รุนแรง ยังไม่มีใครตอบได้ในวันนี้ ทางที่ดีคือเซฟเงินเก็บไว้ในกระเป๋ารอดูสถานการณ์ให้แจ่มชัดก่อนจะดีกว่า
ด้วยเหตุนี้ทำให้ตลาดบ้านในช่วงคาบเกี่ยวกับการชุมนุนจึงดูตื้อๆ กล้าๆ กลัวๆ แม้ว่าเส้นตายของมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะรออยู่อีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่ใครจะกล้าตัดสินใจในช่วงนี้ เพราะหากเกิดเหตุเพทภัยขึ้นมาจะกลายเป็นได้ไม่คุ้มเสีย จึงดูเหมือนว่า มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ได้ปิดแคมเปญไปเรียบร้อยแล้ว เพราะช่วงเวลาที่เหลืออยู่ไม่มีผลอะไรถ้าการเมืองยังตรึงเครียดปั่นป่วนขึ้นทุกวัน
นายวสันต์ เคียงศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธารารมณ์ เอ็นเตอร์ ไพรส์ ให้ความเห็นว่า หากสถานการณ์ทางการเมืองรุนแรงขึ้นคงจะกระทบกับยอดขายพอสมควร เนื่องจากการชุมนุมจะกระทบกับการจราจรที่จะทำให้ลูกค้าไม่สามารถเดินทางไปดูบ้านได้ เนื่องจากเหลือเวลาอีกเพียง 2 สัปดาห์ที่จะซื้อบ้านและโอนได้ทันที
“เราประเมินในเบื้องต้นหากการชุมนุมรุนแรงอาจทำให้ยอดขายหายไป 50 ล้านบาท โดยตั้งเป้ายอดขายในไตรมาสแรกปีนี้ไว้ที่ 300 ล้านบาท เริ่มทำการตลาดมาตั้งแต่ต้นปีขณะนี้มียอดขายแล้ว 250 ล้านบาท เหลืออีก 50 ล้านบาทก็ต้องมาลุ้นกับสถานการณ์การเมืองว่าจะรุนแรงและส่งผลมากแค่ไหน” นายวสันต์กล่าว
แน่นอนว่า ผู้ประกอบการเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ละบริษัทกำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่เพียงเฉพาะการตลาดในช่วงสั้นที่จะช่วยเร่งขายโอนบ้านให้ทันมาตรการที่ยังพอมีเวลาเหลืออยู่ ในระยะยาวการลงทุนจะต้องปรับเปลี่ยนให้ทันกับสถานการณ์ด้วยเช่นกัน ซึ่งนายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ประเมินว่า มีความเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการจะต้องเลื่อนการลงทุนออกไป หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น
ขณะที่นายวสันต์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า แผนการลงทุนในปีนี้บริษัทวางแผนว่าจะเปิดโครงการใหม่ 4 โครงการ ซึ่งได้เปิดตัวไปแล้ว 1 โครงการ ส่วนอีก 3 โครงการนั้นจะต้องปรับเปลี่ยนได้ไวเพื่อรับกับสถานการณ์โดยอาจจะเปิดได้ทันทีหรือต้องทะยอยเปิดในช่วงครึ่งปีหลัง
เช่นเดียวกับนายสุริยา พูลวรลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ที่เห็นว่า การชุมนุมทางการเมืองอาจจะส่งผลกระทบระยะสั้น โดยเชื่อว่าตลาดจะปรับตัวได้เร็วขึ้น เนื่องจากเชื่อว่ากลุ่มลูกค้าคนไทยที่เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก จะเริ่มปรับตัวรับกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้
แต่ทั้งนี้การลงทุนของบริษัทจะไม่ผลีผลาม โดยปีนี้จะเปิดตัวโครงการใหม่ 2 แห่งคือที่ สีลม พญาไท ที่จะเปิดตัวในปีนี้ ขณะเดียวกันก็มีแผนจะพัฒนาโครงการบริเวณสนามบินน้ำ หากโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย และศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะมีความคืบหน้ามากกว่าในปัจจุบัน
ล่าสุดบริษัทได้ซื้อที่ดินบริเวณจิตรโภชนา พหลโยธิน ขนาด 6 ไร่ครึ่ง ราคาตารางวาลละ 2 แสนกว่าบาท เพื่อพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมระดับหรู ที่จะเปิดตัวในปีหน้า
ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ความไม่ประมาท จึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เพราะสถานการณ์การเมืองนั้นซับซ้อนยุ่งยากเกินคาดเดา ผู้ประกอบการจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม โดยเฉพาะการรักษาสภาพคล่องด้านการเงินเอาไว้ให้ดี







