
ผลวิจัยพบ18เดือนSMEเจ๊ง1.2แสนราย
"ม.ธุรกิจบัณฑิตย์"คาดอีก 18 เดือนข้างหน้า เอสเอ็มอีเจ๊งเพิ่มกว่า 1.2 แสนรายหลังขึ้นค่าแรงชี้มาตรการช่วยเหลือด้านภาษีและเงินกู้ไม่โดนใจ
"ม.ธุรกิจบัณฑิตย์"คาดอีก 18 เดือนข้างหน้า เอสเอ็มอีเจ๊งเพิ่มกว่า 1.2 แสนรายหลังขึ้นค่าแรงชี้มาตรการช่วยเหลือด้านภาษีและเงินกู้ไม่โดนใจ
นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า ผลการวิเคราะห์งานวิจัยเรื่อง "ค่าแรงขั้นต่ำ: บทเรียน ผลกระทบและการปรับตัว" เน้นที่การปรับตัวของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ใน 7 จังหวัดนำร่องที่ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วันไปแล้ว พบว่า ในระยะเวลา 18 เดือนข้างหน้า มีแนวโน้มที่เอสเอ็มอีจะต้องปิดกิจการประมาณ 10-15% หรือ 8 หมื่น-1.2 แสนราย
นายเกียรติอนันต์ กล่าวว่า กว่า 50% ของกลุ่มตัวอย่างเอสเอ็มอี 536 รายใน 7 จังหวัด มีพนักงานที่ต้องได้ค่าจ้างขั้นต่ำถึง 45.5% กระทบต่อต้นทุนและราคาสินค้า โดยทำให้ต้นทุนเฉลี่ยเพิ่ม 16.2% ส่งผลให้เอสเอ็มอีกว่า 44% หาทางออกด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้า
อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มจะอยู่ที่ 13.8% ซึ่งยังต่ำกว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอยู่ 2.4% และเป็นส่วนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับไว้
นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์โดยดัชนีผสาน (Diffusion Index) เปรียบเทียบไตรมาส 1 และ 2 ของปีนี้ พบว่าแนวโน้มของธุรกิจเอสเอ็มอีอยู่ในช่วงขาลง ทั้งยอดขายที่ลดจาก 13.7% เหลือ 9.2% ต้นทุนเพิ่มจาก 41.1% เป็น 52.2% การจ้างงานติดลบ จาก -3.8% เป็น -13.7% สภาพคล่องติดลบจาก -10.8% เป็น -18.5% ภาระหนี้สินติดลบจาก -16.6% เป็น -20.4% และการลงทุนติดลบจาก -12.7% เป็น -19.7%
นายเกียรติอนันต์ กล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าวพบว่า ในอีก 8 เดือนข้างหน้าเอสเอ็มอีจะปรับตัวโดยให้น้ำหนักกับการเข้มงวดเรื่องประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น 76.6% และควบคุมต้นทุนในส่วนอื่นมากขึ้นอีก 61.3% แต่กระนั้นด้วยปัจจัยเรื่องค่าไฟที่สูงขึ้น ทำให้การควบคุมต้นทุนอื่นๆทำได้ยาก ซึ่งหากไม่สามารถควบคุมได้ เอสเอ็มอีเลือกที่จะลดขนาดธุรกิจลงแทน
ขณะเดียวกัน อีก 45.1% มีแนวโน้มนำเครื่องจักรมาแทนพนักงานมากขึ้น ซึ่งหากได้เงื่อนไขเงินกู้ดีๆ เมื่อซื้อเครื่องจักรมาแล้ว เอสเอ็มอีกลุ่มนี้จะไม่เก็บแรงงานไร้ฝีมือไว้แล้ว ส่วนอีก 36.1% เลือกที่จะเพิ่มชั่วโมงการทำงานต่อวันมากขึ้น โดยให้เฉพาะคนที่มีฝีมือในการทำโอทีเเพราะมีผลิตภาพมากกว่าแรงงานไร้ฝีมือ และอีก 15.5% ปรับตัวโดยการจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายชิ้น
ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงมาตรการช่วยเหลือที่รัฐบาลมีให้ ส่วนใหญ่ไม่สนใจมาตรการด้านเงินกู้ เช่น 78.9% ไม่สนใจสินเชื่อเพื่อการเพิ่มผลิตภาพ โดยให้เหตุผลว่าไม่มั่นใจว่าจะชำระคืนได้ ดอกเบี้ยสูงเกินไปและไม่ต้องการเพิ่มภาระหนี้สิน และอีก 85.3% ไม่สนใจสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการจ้างงานของกองทุนประกันสังคม โดยให้เหตุผลเช่นเดียวกันมาตรการข้างต้น
ขณะที่มาตรการด้านภาษีก็ไม่ดึงดูดใจเอสเอ็มอีเช่นกัน อาทิ การยกเว้นภาษีรายได้จากการขายเครื่องจักรเก่ามาเปลี่ยนเป็นเครื่องจักรใหม่ มีเพียง 19.2% ที่บอกว่าได้ประโยชน์จากมาตการนี้ ส่วนการหักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร 100%ในปีแรกมีเพียง 11.1% ที่บอกว่าได้ประโยชน์
"ส่วนการให้นำส่วนต่างค่าแรงไปหักค่าใช้จ่ายในการคำนวนภาษีได้ 1.5 เท่า มี 34.4% ที่บอกว่าได้ประโยชน์ แต่ปัญหาคือ มีเอสเอ็มอีแค่ 1 ใน3 ของทั้งหมดที่อยู่ในระบบภาษี และเป็นเอสเอ็มอีกลุ่มที่แข็งแรงอยู่แล้ว ส่วนอีก 2 ใน 3 เป็นกลุ่มที่ไม่แข็งแรง ไม่อยู่ในระบบภาษีและไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการนี้"นายเกียรติอนันต์กล่าว
นายเกียรติอนันต์ กล่าวว่า ข้อเสนอจากงานวิจัยคือ รัฐบาลต้องเตรียมแผนพัฒนาความสามารถแรงงาน เพื่อรองรับคนที่จะตกงานในอนาคต รวมทั้งควบคุมต้นทุนในด้านอื่นๆไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นในช่วง 6-9 เดือนข้างหน้าเพื่อให้ธุรกิจมีเวลาปรับตัว และหากเป็นไปได้ควรทบทวนเรื่องการขึ้นค่าจ้าง 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศในวันที่ 1 ม.ค. 2556 เพราะจะทำให้ผลกระทบรุนแรงมากกว่านี้







