
เอกชนอาหารกำไรหดเหตุต้นทุนพุ่ง
ผู้ประกอบการอาหารกำไรลดหลังต้นทุนปรับตัวสูงขึ้น อาจอยู่ไม่รอดโดยเฉพาะเอสเอ็มอี
ผู้ประกอบการอาหารกำไรลดหลังต้นทุนปรับตัวสูงขึ้น อาจอยู่ไม่รอดโดยเฉพาะเอสเอ็มอี
นายอมร งามมงคลรัตน์ รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าอาหารของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2555 คาดว่าจะมีมูลค่าการส่งออก 1.01 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5.1% เนื่องจากราคาสินค้าส่งออกส่วนใหญ่กว่า 70% ยังปรับตัวสูงขึ้น แต่อัตรากำไรของภาคธุรกิจผู้ประกอบการอาหารมีแนวโน้มลดลง เพราะต้นทุนการผลิตสินค้าปรับตัวสูงข้นในอัตราที่มากกว่ายอดขาย ซึ่งหากผู้ประกอบการไม่มีการปรับตัวจะทำธุรกิจด้วยความยากลำบาก
ทั้งนี้ โดยปกติอัตรากำไรของผู้ประกอบการอาหารรายใหญ่จะอยู่ที่ระดับ 20% แต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 16-18% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดี แต่ด้วยธรรมชาติของธุรกิจอาหารอัตรากำไรจะไม่สามารถลดลงได้มากกว่านี้แล้ว ถ้าลดลงมากกว่านี้จะอยู่ไม่รอด ขณะที่กำไรของกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จะอยู่ในระดับ 30-40% แต่ในปัจจุบันยอดขายลดลง ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะอยู่ไม่ได้ เนื่องจากผลิตสินค้าได้น้อยไม่คุ้มกับต้นทุนที่ลงทุน
"ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อัตรากำไรของธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มลดลงเล็กน้อย เนื่องจากต้นทุนการผลิตสินค้าปรับตัวสูงขึ้นในอัตราที่มากกว่ายอดขายโดยเฉพาะการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวลงตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา จากสถานการณ์การเมือง รวมทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง"นายอรม กล่าว
ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องเร่งบริหารต้นทุนสินค้าให้ดี โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบที่มีความสำคัญมาก และมีสัดส่วนสูงถึง 70-80% และส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบสินค้าเกษตร ที่มีแนวโน้มราคาสูงขึ้น ต้นทุนค่าแรงคิดเป็นสัดส่วน 5-6% ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการปรับค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวัน และต้นทุนอื่นๆ เช่น ราคาพลังงาน ค่าขนส่งสินค้า ก็ปรับเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่จะปรับขึ้นตั้งแต่เดือนพ.ค. – ส.ค. 2555 อีก 30 สตางค์ต่อหน่วย คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารแน่นอน
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอาจต้องไปหาแหล่งลงทุนในต่างประเทศ ที่ให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบราคาถูกและสามารถเข้าไปใช้สิทธิประโยชน์ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ประเทศพัฒนาแล้วให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา (จีเอสพี) ในประเทศที่เข้าไปลงทุน เช่น ประเทศลาว พม่า เป็นต้น ขณะเดียวกันต้องพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพิ่มเพิ่มราคาขาย เพราะหากยังคงขายสินค้าวัตถุดิบ หรือสินค้าขั้นปฐมจะทำให้กำไรยิ่งน้อยลง และไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้
สำหรับการปรับราคาขายสินค้าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10% โดยจะทยอยปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากตอนนี้ยังคงมีสินค้าสต๊อกเก่าขายอยู่ รวมทั้งยังมีการควบคุมราคาสินค้าจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ แต่ระดับราคานี้คงยืนอยู่ได้ไม่นาน โดยสินค้าที่มีแนวโน้มจะปรับราคาขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง พลังงาน และการขนส่ง ได้แก่ สินค้าอาหาร เครื่องดื่ม นม เครื่องกระป๋องต่างๆ เป็นต้น







