
ยอดธุรกิจเจ๊งมี.ค.พุ่ง104%
ธุรกิจเลิกกิจการเดือนมี.ค.พุ่ง 104% “พาณิชย์” แจงเหตุประกอบกิจการขาดทุนเอง ยันไม่เกี่ยวปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ชี้มีมาตรการดูแลเอสเอ็มอีดีพอ
ธุรกิจเลิกกิจการเดือนมี.ค.พุ่ง 104% “พาณิชย์” แจงเหตุประกอบกิจการขาดทุนเอง ยันไม่เกี่ยวปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ชี้มีมาตรการดูแลเอสเอ็มอีดีพอ
นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนนิติบุคคลเลิกทั่วประเทศเดือนมี.ค. 2555 มีจำนวน 923 ราย เพิ่มขึ้น 104% เทียบกับเดือนมี.ค. 2554 ที่มีการจดทะเบียนเลิก 451 ราย และเมื่อเทียบกับก.พ. 2555 เพิ่มขึ้น 19% ที่มีการจดทะเบียนเลิก 770 ราย ส่งผลให้การจดทะเบียนเลิกช่วงไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) 2555 มีจำนวน 2,787 ราย เพิ่มขึ้น 96% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมาที่มีการจดทะเบียนเลิก 1,422 ราย
ทั้งนี้ ธุรกิจที่มีการจดทะเบียนเลิกเดือนมี.ค. แบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพฯจำนวน 261 ราย ภูมิภาค 662 ราย โดยมีเงินทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 3,329 ล้านบาท ซึ่งประเภทธุรกิจที่มีการจดทะเบียนเลิกสูงสุด 3 อันดันแรก หรือคิดเป็นสัดส่วน 24% ของธุรกิจที่มีการจดทะเบียนเลิกทั้งหมด ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไปจำนวน 132 ราย บริการนันทนาการจำนวน 54 ราย และอสังหาริมทรัพย์จำนวน 36 ราย
สำหรับสาเหตุที่ธุรกิจจดทะเบียนเลิกกิจการเป็นจำนวนมากในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่มีการจัดทำข้อมูลด้วยการสอบถามผู้ประกอบการที่มาขอจดทะเบียนเลิกจำนวน 923 ราย พบว่า พบว่า ธุรกิจที่เลิกกิจการส่วนใหญ่เลิกกิจการเพราะประสบปัญหาภาวะขาดทุน จำนวน 474 ราย คิดเป็นสัดส่วน 51% รองลงมาคือ ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามเป้าหมาย เช่น ไม่เริ่มประกอบกิจการภายใน 1 ปี ไม่ได้โควตาหรือประมูลงาน ประกอบอาชีพอื่นหรือโอนกิจการให้ผู้อื่น เป็นต้น จำนวน 384 ราย คิดเป็นสัดส่วน 42%
นอกจากนี้ ธุรกิจที่เลิกกิจการยังพบว่าเกิดจากสาเหตุปัญหาความขัดแย้งภายในธุรกิจ จำนวน 25 ราย คิดเป็นสัดส่วน 3% ปัญหาภัยธรรมชาติ จำนวน 9 ราย คิดเป็นสัดส่วน 1% และปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาสุขภาพ ครอบครัว ย้ายไปทำงานที่อื่น หุ้นส่วนเสียชีวิตหรือประสบอุบัติเหตุ เปลี่ยนเป็นวิสาหกิจชุมชน ขาดแคลนบุคลากร เป็นต้น จำนวน 31 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วน 3%
อย่างไรก็ตาม ยืนยันการปรับขึ้นค่าแรงงาน 300 บาท/วัน ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. จะไม่มีผลทำให้ธุรกิจเลิกกิจการมากขึ้น เพราะเชื่อว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจให้ขยายตัวดีขึ้น เพราะมีการกระจายรายได้ไปถึงประชาชนมากขึ้น แม้ว่าการปรับขึ้นค่าแรงงานเริ่มแรกอาจมีปัญหาตามมาบ้าง แต่ในระยะยาวจะส่งผลดีมากกว่า อีกทั้งกรมฯในฐานะดูแลผู้ประกอบการกลุ่มขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ได้มีมาตรการในการดูแลผู้ประกอบการกลุ่มนี้ทั้งการผลักดันให้มีการค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์ (อี-คอมเมิรซ์) ซึ่งช่วยลดต้นทุนให้กับเอสเอ็มอี และขยายตลาดการค้าทั้งในและต่างประเทศได้ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง โดยเข้าไปผลักดันให้มีการบริหารจัดการสต๊อกเพื่อลดต้นทุน







