
โชห่วยเลิกขายน้ำมันปาล์มขวด
หลังผู้ผลิตปรับขึ้นราคาขายส่ง ทำขวด1ลิตรกำไรแค่2สตางค์
หลังผู้ผลิตปรับขึ้นราคาขายส่ง ทำขวด1ลิตรกำไรแค่2สตางค์
ยี่ปั้ว ซาปั้ว และโชห่วย หยุดขายน้ำมันปาล์มมา 2 เดือน หลังราคาส่งพุ่ง ทำขายไม่มีกำไร เผยเดือน พ.ค. สินค้าจ่อขึ้นอีก
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่งปลีกไทย เปิดเผยว่า ยี่ปั้วและซาปั้วทั่วประเทศ ได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาน้ำมันปาล์มที่สูงขึ้นอย่างมาก เพราะผู้ผลิตน้ำมันปาล์มแบรนด์ดังได้ปรับราคาขายส่งขึ้นมาอยู่ที่ขวดละ 41.80 ต่อลิตร ทำให้ยี่ปั้วและซาปั้ว หรือร้านโชห่วย ไม่สามารถรับซื้อในราคาดังกล่าวได้ เพราะหากนำมาขายปลีกจะขาดทุนทันที เนื่องจากน้ำมันปาล์มถูกกำหนดไม่ให้ขายเกินขวดละ 42 บาทต่อลิตร โดยหากยังรับซื้อก็จะมีกำไรเพียงขวดละ 20 สตางค์เท่านั้น ไม่สามารถขาย
เกินราคาควบคุมได้ จึงได้หยุดรับซื้อน้ำมันปาล์มจากผู้ผลิตมาเป็นเวลานาน 2 เดือนแล้ว และคาดว่า ร้านยี่ปั้ว ซาปั้ว และโชห่วยส่วนใหญ่จะไม่มีน้ำมันขนาดดังกล่าววางจำหน่ายเช่นเดียวกัน
สำหรับเหตุผลหลักที่ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มขอปรับราคาขายส่งในครั้งนี้ เพราะมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ร้านค้ายี่ปั้ว ซาปั้ว และโชห่วย ต้องปรับแผนซื้อน้ำมันปาล์มขวดขนาดเล็กมาวางจำหน่ายแทน เพราะไม่ได้ถูกควบคุมราคาขายและเป็นราคาที่ผู้บริโภคสามารถซื้อได้ ส่วนห้างค้าปลีกทั่วไปพบว่ายังมีน้ำมันปาล์มวางจำหน่ายตามปกติอยู่ และไม่เกิดปัญหาสินค้าขาดตลาด เพราะห้างค้าปลีกส่วนใหญ่ทำสัญญาซื้อขายระยะยาวไว้ล่วงหน้า และมีปริมาณการสั่งซื้อสินค้าต่อครั้งที่สูงกว่าร้านค้าทั่วไปมาก
ก่อนหน้านี้ ราคาส่งของน้ำมันปาล์มจากผู้ผลิตจะอยู่ที่ 38.50 บาทต่อขวด หรือโหลละประมาณ 450 บาท แต่ปัจจุบันราคาสูงขึ้นมาอยู่ที่โหลละ 500 บาทแล้ว
นอกจากนี้ ยังพบว่าในเดือน พ.ค.เป็นต้นไป มีสินค้าหลายรายการที่ส่งสัญญาณขอปรับขึ้นราคาสินค้ากับร้านยี่ปั้วและซาปั้วแล้ว ทั้งกลุ่มนมผงและกาแฟ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่จะขอปรับราคาขายส่ง แต่จะไม่ปรับราคาขายปลีก ทำให้ร้านค้าขนาดเล็ก ร้านโชห่วยได้รับผลกระทบมากเช่นกัน ขณะเดียวกันผู้ประกอบการบางรายก็ใช้วิธีหลีกเลี่ยงการปรับขึ้นราคาขาย ด้วยการปรับลดขนาดบรรจุสินค้าและปริมาณสินค้าลง เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าได้ จึงอยากให้ผู้บริโภคพิจารณาซื้อสินค้าแต่ละรายการให้รอบคอบมากที่สุด
“อยากให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานภาครัฐดูแลราคาสินค้าให้เป็นไปตามกลไกตลาดจะดีที่สุด เพื่อให้ราคาสินค้าในตลาดไม่บิดเบือนและมีการแข่งขันที่เป็นธรรมกับผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างแท้จริง” นายสมชาย กล่าว
นายสมชาย กล่าวถึง นโยบายร้านถูกใจของกระทรวงพาณิชย์ว่า อยากให้ภาครัฐพิจารณาสินค้าที่จะนำมาขายตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในท้องตลาดมากน้อยเพียงใด เพราะสินค้าบางรายการที่นำไปวางขายก็ไม่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง อาจจะเกิดปัญหากับโครงการดังกล่าวในอนาคตได้







