
กสทช.เดินเครื่อง คุมวิทยุ-ทีวีดาวเทียม
แม้การทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
แม้การทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
จะพลาดยกแรกที่ไม่สามารถนำคลื่นความถี่ โดยเฉพาะในด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มาบริหารจัดการได้ในทันที เพราะการกำหนดระยะเวลาเรียกคืนคลื่นความถี่สั้นที่สุดก็คือ 5 ปี
แต่ด้วยอำนาจหน้าที่ที่มีตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ คงต้องเดินหน้าใช้อำนาจในการกำกับดูแลกิจการวิทยุโทรทัศน์ หลังปล่อยให้เป็นสุญญากาศมานานกว่า 10 ปี ก่อให้เกิดจำนวนวิทยุชุมชนกว่า 6,000 สถานี ทีวีดาวเทียมกว่า 400 ช่อง ซึ่งล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดปัญหาที่มีผลกระทบต่อสังคมพอสมควร
วันนี้ กสทช.โดยเฉพาะบอร์ดกระจายเสียงฯ จึงเดินหน้าในการใช้อำนาจในการกำกับดูแลเพื่อไม่ให้ถูกครหาว่าเป็น “เสือกระดาษ” โดยล่าสุดมติบอร์ด กสทช.เมื่อวันที่ 25 เม.ย. มีข้อสรุปเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์และประเภทการออกใบอนุญาตกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะนำร่างดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะใน 30 วัน ก่อนจะนำกลับมาให้บอร์ดใหญ่พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง และเริ่มให้ใบอนุญาตภายในปีนี้
สำหรับร่างกำหนดลักษณะ หลักเกณฑ์ และประเภทการออกใบอนุญาตกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ได้แบ่งเป็น 4 ประเภทคือ 1.ใบอนุญาตผู้ให้บริการโครงข่าย 2.ใบอนุญาตให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวก 3.ใบอนุญาตให้บริการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ กิจการที่ใช้คลื่นความถี่และกิจการที่ไม่ใช่คลื่นความถี่ (เคเบิลและทีวีดาวเทียม) และ 4.ใบอนุญาตการให้บริการแบบประยุกต์ หรือบริการเสริม
สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กล่าวว่า ภายใต้ร่างดังกล่าวนี้ ผู้ประกอบการในระบบวิทยุโทรทัศน์ทั้งหมดจะต้องมาขึ้นทะเบียนกับ กสทช. ซึ่งรวมทั้งวิทยุชุมชนจำนวนกว่า 6,600 สถานีที่ลงทะเบียนไว้ก่อนหน้านี้ ต้องแจ้งความจำนงว่าจะประกอบการในลักษณะใด ซึ่งมี 3 ประเภท ได้แก่ บริการสาธารณะ บริการธุรกิจ และบริการชุมชน
“นอกจากนี้ ยังรวมถึงคลื่นวิทยุหลักที่มีอยู่ 525 สถานี ทั้งระบบเอฟเอ็มและเอเอ็ม ที่อยู่สังกัดของหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ และให้สัมปทานกับเอกชนไป ต้องมาขึ้นทะเบียนทั้งหมด และแสดงเจตจำนงว่าจะประกอบธุรกิจในลักษณะใด เพื่อ กสทช.จะได้ดำเนินการจัดสรรต่อไป ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการ 13 ปีนับจากนี้ หลังจากที่ร่างหลักเกณฑ์มีผลบังคับใช้” สุภิญญา กล่าว
รวมทั้งกรณีของผู้ประกอบการเคเบิลและทีวีดาวเทียม จะต้องมาขึ้นทะเบียนเช่นเดียวกัน เพื่อยื่นความจำนงว่าจะประกอบธุรกิจลักษณะใด ระดับชาติ หรือระดับท้องถิ่น รวมถึงผู้ให้บริการโครงข่ายอย่างไทยคม แม้จะมีสัมปทานอยู่กับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และต้องยื่นขึ้นทะเบียนขอรับใบอนุญาตจาก กสทช.เช่นเดียวกัน ซึ่งมาตรการต่างๆ ที่ กสทช.ขอความร่วมมือกับไทยคมไปในการดูแลช่องรายการที่เข้าข่ายทำผิดกฎหมายจะมีผลต่อการให้ใบอนุญาตในอนาคต
เดียว วรตั้งตระกูล กรรมการผู้จัดการ หน่วยธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม บรอดคาสติ้ง กล่าวว่า บริษัทพร้อมจะยื่นขอใบอนุญาตดำเนินการอย่างถูกต้องจาก กสทช. ด้วยจำนวนช่องรายการต่างๆ ที่ทำอยู่ ซึ่งการที่ กสทช.เปิดขึ้นทะเบียนเพื่อกำกับดูแลถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้ช่องรายการที่เข้าข่ายดำเนินธุรกิจอย่างไม่ถูกต้องหายไป เหลือแต่ช่องที่มีคุณภาพ คาดว่าปีนี้จำนวนช่องรายการจะหายไปพอสมควรด้วยมาตรการดังกล่าว
ขณะที่ธุรกิจทีวีดาวเทียมปีนี้ ยังมีแนวโน้มการเติบโตค่อนข้างสูง โดยเฉพาะการใช้งบโฆษณาของเจ้าของสินค้าที่เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% ต่อปี จากปีก่อนมียอดใช้งบผ่านสื่อทีวีดาวเทียมรวม 2,500 ล้านบาท ปีนี้คาดว่ายอดงบโฆษณาผ่านสื่อทีวีดาวเทียมจะมีมูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท สำหรับปีนี้ จีเอ็มเอ็ม บรอดคาสติ้ง คาดว่าจะมีรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท จากการให้บริการรวม 13 ช่องรายการ ทั้งระบบฟรีทูแอร์และระบบสมาชิก
ด้าน วาสนพงศ์ วิชัยยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลิค เรดิโอ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบข้อมูลใดๆ ในเรื่องขั้นตอนการยื่นขอใบอนุญาตหรือขึ้นทะเบียนเพื่อประกอบการวิทยุกับ กสทช. ส่วนหนึ่งผู้ประกอบการธุรกิจปัจจุบันนี้รับสัมปทานต่อจากหน่วยงานของภาครัฐ ซึ่งต้องดูท่าทีของต้นสังกัดก่อนว่าจะเป็นอย่างไร ในส่วนผู้ประกอบการมีความพร้อมดำเนินการอยู่แล้ว ทั้งเงินทุนและการผลิตรายการ
“การที่ กสทช.จะลุกขึ้นมาจัดระเบียบวิทยุถือเป็นเรื่องที่ดีมากและรอมานาน ซึ่งทุกวันนี้ผู้ประกอบธุรกิจวิทยุได้รับผลกระทบอย่างมากจากการเกิดขึ้นของวิทยุชุมชนที่มีอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะการกวนสัญญาณ ที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการที่จ่ายค่าสัมปทานอย่างถูกต้อง” วาสนพงศ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สำหรับค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาตยังไม่มีข้อสรุป แต่ตามกฎหมายที่ระบุไว้ว่าไม่เกิน 2% โดยคิดจากเปอร์เซ็นต์รายได้จากผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาต ต้องมาพิจารณาอีกครั้งว่าเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ สำหรับรายการประเภทไหน ซึ่งแต่ละรายการมีต้นทุนแตกต่างกัน แต่ในเบื้องต้น กสทช.ได้กำหนดกรอบระยะเวลาของใบอนุญาตผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงไม่เกิน 7 ปี และโทรทัศน์ไม่เกิน 10 ปีไว้แล้ว ซึ่งมองว่าดีกว่าทุกวันนี้ที่ต่อใบอนุญาตแบบปีต่อปี







