
ร้อนนัก ชักห่วง ครัวโลกสะเทือน
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
สภาพอากาศที่ร้อนผิดปกติในขณะนี้ นอกจากจะส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นจนเป็นอันตรายต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์แล้ว ยังส่งผลต่อภาคการเกษตรโดยตรง ทำให้ผลผลิตจากการเกษตรลดลง เกิดความเสียหายต่อผลผลิต แน่นอนว่ามีการคิดกันไปไกลว่าอาจถึงขั้นทำให้ปริมาณของอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรโลกได้ หากสถานการณ์หนักหนาสาหัสขึ้นเรื่อยๆ
ผศ.ดร.เกริก ปั้นเหน่งเพ็ชร อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะผู้ศึกษาถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนต่อพืชไร่ กล่าวว่า จากผลการศึกษาต้นแบบโมเดลสภาพอากาศโลกในอีก 100 ปีข้างหน้า พบว่าแนวโน้มภาพรวมผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่ปริมาณผลผลิตในแต่ละปีจะแปรปรวนจนไม่สามารถคาดเดาได้ว่าปีนี้จะมีผลผลิตทางการเกษตรชนิดนั้นๆ ออกมามากน้อยแค่ไหนมากกว่า
จากผลการศึกษาพบว่า ผลผลิตพืชเกษตรประเภทข้าว ข้าวโพด และอ้อย ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะมีผลผลิตลดลงประมาณ 10% ขณะที่ผลผลิตมันสำปะหลังมีแนวโน้มที่ผลผลิตจะลดลงถึง 30% ซึ่งผลการศึกษานี้อยู่ภายใต้ภาวะที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพอากาศและการระบาดของโรคแมลง
แต่ปัจจุบันสภาพอากาศเปลี่ยนไปจากเมื่อ 3 ปีก่อน ทั้งอุณหภูมิและโรคระบาด แมลงต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาโมเดลใหม่เพิ่มขึ้น เพื่อให้เห็นเทรนด์ จะได้ตั้งรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ทัน โดยประสานหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องให้ตระหนักต่อผลกระทบของโลกร้อนต่อผลผลิตทางการเกษตร เพื่อกระตุ้นให้มีการวิจัยด้านการพัฒนาพันธุ์พืชเศรษฐกิจของไทยมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศคู่แข่งทางด้านสินค้าเกษตรควบคู่ตัวเลขชี้นำทางเศรษฐกิจอื่นๆ ด้วย เพื่อช่วยให้สามารถประเมินสถานการณ์อุปสงค์อุปทานของสินค้าเกษตรในตลาดโลก และกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากขึ้น
ขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรด้านประมงก็ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนเช่นกัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมกุ้งแช่แข็งที่เป็นสินค้าส่งออกดาวรุ่งของไทยก็โดนหางเลขไปด้วย เพราะอากาศที่ร้อนทำให้กุ้งไม่โต ขายได้ราคาต่ำ ส่วนอุตสาหกรรมปลาทูน่ากระป๋องก็ต้องเจอปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ เนื่องจากภาวะโลกร้อนทำให้กระแสน้ำเปลี่ยน ส่งผลให้จับปลาทูน่าได้น้อยลงเช่นกัน
อำนาจ ชิดไชสง ผู้ประสานงานวิจัยศูนย์ไทยโกลบ (Thai Glob) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า อุณหภูมิที่ร้อนขึ้น แน่นอนว่าทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง เช่น ด้านผลผลิตข้าวที่จะมีความอ่อนไหวมากในช่วงออกดอก เพราะหากช่วงนั้นอากาศร้อนเกินค่าเฉลี่ยที่ 3233 องศาเซลเซียส ก็จะทำให้เมล็ดข้าวลีบ ส่งผลให้ได้ผลผลิตน้อยลง
ด้านปศุสัตว์ดูเหมือนว่าจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนชัดเจนที่สุด เพราะเมื่ออากาศร้อนก็ทำให้สัตว์อารมณ์ไม่ดี การกินอาหารและระบบย่อยอาหาร รวมทั้งการใช้พลังงานก็มีมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผลผลิตที่ออกมาได้ไม่เต็มที่หรือลดลงนั่นเอง
“นักวิชาการเองก็มีความกังวลเกี่ยวกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นผิดปกติ ในระยะสั้น 12 ปีนี้คงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน เช่น ออกแบบวิธีการเลี้ยงให้ผลผลิตออกมาได้ปริมาณมากขึ้น อนาคตการทำเกษตรกรรมอาจต้องทำระบบปิดมากขึ้น เพื่อควบคุมผลผลิต ส่วนระยะยาวก็ต้องมีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตให้สูงขึ้น รวมทั้งต้องช่วยกันแก้ปัญหาโลกร้อนด้วย”
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาเรื่องผลผลิตสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มลดลงจากสภาพอากาศที่แปรปรวนนั้น ปัจจุบันยังไม่มีใครศึกษาอย่างจริงจัง เพราะขาดงบประมาณสนับสนุน เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก แต่กว่าจะเห็นผลนั้นต้องใช้เวลานาน
จะเห็นว่าปัญหาโลกร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป หากไม่รีบหาวิธีการเตรียมรับมือไว้แต่เนิ่นๆ ก็จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทยลดลง จนอาจทำให้ไทยต้องเสียแชมป์ในการเป็นผู้นำส่งออกสินค้าเกษตรหลายๆ ประเทศให้กับเพื่อนบ้านไป
นั่นหมายความ จะทำให้เงินรายได้จากการส่งออกอาหารในกลุ่มสินค้าเกษตรของไทยลดลง ดังจะเห็นได้ว่าสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้ประเมินปัญหาภัยแล้งในปี 2553 ว่าจะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร (จีดีพี) ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจการเกษตรลดลงประมาณ 0.02% และมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรลดลงประมาณ 198 ล้านบาท
ดังนั้น ถึงเวลาที่ภาครัฐจะต้องลุกขึ้นมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แล้ว ไม่เช่นนั้นความตั้งใจที่จะให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลกก็คงเป็นได้แค่ความฝัน







