
ผลฤดูกาลเปลี่ยนแปลงกับสินค้าอุปโภคบริโภคไทย
การเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวนในแต่ละฤดูกาลที่ปรากฏให้เห็นทั่วโลกในช่วงปีหลังๆ นี้ มีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการเติบโตของสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภทในตลาดประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นสินค้าตามฤดูกาล เช่น ครีมบำรุงผิวมือและผิวกาย ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย แป้งเย็น และผ้าอ้อมสำเร็จรูป
การเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวนในแต่ละฤดูกาลที่ปรากฏให้เห็นทั่วโลกในช่วงปีหลังๆ นี้ มีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการเติบโตของสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภทในตลาดประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นสินค้าตามฤดูกาล เช่น ครีมบำรุงผิวมือและผิวกาย ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย แป้งเย็น และผ้าอ้อมสำเร็จรูป
การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมินั้นส่งผลทั้งในแง่บวกและลบต่อผลิตภัณฑ์ต่างๆ แตกต่างกันไปตามแต่ประเภทของผลิตภัณฑ์นั้นๆ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบในเชิงลบจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ คำถามจากนักการตลาดและ/หรือผู้ผลิตคงไม่พ้นประเด็นว่าแล้วจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร ในเมื่อการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลนั้นเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือความควบคุมของนักการตลาด
จากการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องของ กันตาร์ เวิลด์พาแนล บริษัทในเครือกลุ่มบริษัท ทีเอ็นเอส และเป็นส่วนหนึ่งของ กันตาร์ กรุ๊ป พบว่าเมื่อเปรียบเทียบสภาพอากาศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าอุณหภูมิของอากาศในฤดูหนาว พ.ศ. 2553 นั้นไม่หนาวเย็นเท่าใน พ.ศ. 2552 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อตลาดโลชันบำรุงผิวที่มียอดขายในช่วงฤดูหนาว คิดเป็นสัดส่วนโดยประมาณอยู่ที่ร้อยละ 44 จากยอดขายตลอดปี อากาศที่อุ่นขึ้นและช่วงฤดูหนาวที่สั้นลงทำให้ตลาดหดตัวลงจากร้อยละ 60.8 ในฤดูหนาว พ.ศ. 2551 เหลือร้อยละ 56.8 ในฤดูหนาว พ.ศ. 2552 และลดลงเหลือร้อยละ 54.8 ใน พ.ศ. 2553
ด้วยเหตุนี้ทำให้ ณ สิ้นฤดูหนาวใน พ.ศ. 2553 ตลาดโลชันบำรุงผิวมีมูลค่าลดลงร้อยละ 5 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า และเพื่อเป็นการชดเชยยอดขายที่หายไป ทางผู้ผลิตต่างพยายามรักษาส่วนแบ่งการตลาดด้วยการผลักดันยอดซื้อต่อครั้งต่อครัวเรือนด้วยการเพิ่มขนาดบรรจุให้ใหญ่ขึ้นโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว
ส่วนอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มยอดขายได้ก็คือการผลักดันให้เกิดการซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายในปริมาณที่มากขึ้นและขยายฐานผู้บริโภคผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายในฤดูกาลอื่นๆ
นอกจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปในฤดูหนาวของ พ.ศ. 2552 แล้ว ก็ยังพบว่าฤดูร้อนของ พ.ศ. 2553 นั้นสั้นลงอีกด้วย เนื่องจากประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคใต้ประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในช่วงเดือน มี.ค. ถึงเดือน เม.ย. อันเนื่องมาจากพายุมรสุมเข้าสู่ประเทศไทยเร็วกว่าปกติ สินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายและแป้งเย็นซึ่งมียอดขายสูงสุดในช่วงฤดูร้อนจึงพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
นั่นคือ นอกจากจะมีจำนวนผู้บริโภคที่จับจ่ายสินค้าทั้งสองประเภทนี้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดแล้ว ผู้บริโภคที่ยังจับจ่ายสินค้าสองประเภทนี้ยังลดความถี่ในการซื้อลงอีกด้วย ผลพวงจากการที่มีฤดูร้อนที่สั้นลงทำให้กระทบต่อยอดขายของทั้งปีที่ลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแป้งเย็นที่มียอดมูลค่าการซื้อจากผู้บริโภคลดลงเกือบร้อยละ 20 ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของแป้งเย็นลดลงร้อยละ 8 และส่วนแบ่งทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายลดลงร้อยละ 5
จนถึงวันนี้ยังมีอีกหลายจังหวัดในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยที่ยังได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวของอำนาจการซื้อจากผู้บริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังกล่าวกันว่าเป็นช่วงฤดูฝนที่โหดร้ายที่สุดในรอบ 10 ปี
อย่างไรก็ตาม สินค้าบางประเภท อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และข้าวสารที่ผู้บริโภคต่างพากันซื้อเพื่อบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยนั้นก็อาจมีการเติบโตได้
ผลกระทบจากฝนที่ตกหนักและตกนานกว่าทุกปีนั้น ใช่ว่าจะส่งผลในเชิงลบเสมอไป เพราะสินค้าบางประเภทก็อาจได้รับประโยชน์ เช่น ผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็ก ซึ่งมีมูลค่าการเติบโตทางตลาดถึงร้อยละ 30 อันมีแรงผลักดันจากสองปัจจัย ได้แก่ การที่ผู้บริโภคมีการจับจ่ายบ่อยครั้งขึ้นและปริมาณในการซื้อต่อครั้งก็มากขึ้นด้วยเช่นกัน เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้านี้พบว่าการเติบโตของตลาดผ้าอ้อมสำเร็จรูปนี้เกิดจากการเติบโตในครึ่งแรกของ พ.ศ. 2554 ซึ่งมีช่วงฤดูฝนที่ยาวนานกว่าใน พ.ศ. 2553
นอกจากนี้ ทางผู้ผลิตเองก็ได้มีการผลักดันการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมสำเร็จรูปชนิดกางเกงในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของอากาศด้วย เพราะฝนที่ตกหนักและตกนานกว่าปกติทำให้การตากผ้าอ้อมชนิดผ้ากลายเป็นเรื่องยุ่งยาก
ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าปัจจัยที่นอกเหนือการคาดเดา อาทิ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทำให้นักการตลาดต้องเผชิญกับความท้าทายในการแก้ปัญหาโดยเฉพาะในช่วงของเศรษฐกิจขาลง ซึ่งวงจรการเติบโตของสินค้าแต่ละประเภทน่าจะเป็นไปในทิศทางที่สลับสับเปลี่ยนกันตามความเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศชนิดที่เรียกว่าปรับแผนการตลาดกันแทบจะไม่ทัน
ทั้งนี้ ถือเป็นช่วงพลิกวิกฤตดังกล่าวให้เกิดโอกาสใหม่ๆ ของสินค้าประเภทต่างๆ ในตลาดตามกระแสความต้องการในช่วงนั้นๆ ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหม่ที่จะต่อยอดไปสู่การนำเสนอผลิตภัณฑ์เกิดใหม่ในมุมของผู้บริโภค รวมถึงเกิดแผนการตลาดที่น่าติดตามมากมายในมุมของนักการตลาด







