
ประเด็นการเมืองจะแรงขึ้น...ในเดือน พ.ค.
โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล
โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล
สวัสดีครับทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขออภัยที่บทความของผมหายไป 2 สัปดาห์ในช่วงเทศกาลวันหยุดที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามความเห็นที่ผมให้ไว้ในบทความฉบับล่าสุดวันที่ 5 เม.ย. ยังคงถือว่าใช้การได้ดี เนื่องจากในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนพอควร โดยดัชนีลดลงไปต่ำสุดที่ระดับ 1,151 จุด ซึ่งถูกกดดันจากประเด็นความกังวลเกี่ยวกับฐานะทางการเงินของธนาคารยุโรป ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นมาบริเวณ 1,200 จุด อีกครั้งหลังจากผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2555 ของกลุ่มธนาคารของไทยออกมาดีเกินคาดการณ์ (โดยรวมธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ทั้งนี้ผมยังคงคาดว่าตลาดหุ้นไทยจะยังคงมีความผันผวนต่อเนื่องไปอีกในช่วง 1 เดือนข้างหน้า หรือจนกว่าจะเห็นปัจจัยบวกใหม่
สำหรับบทความในสัปดาห์นี้ ผมจะขอนำเสนอความเห็นเกี่ยวกับทิศทางตลาดหุ้นไทยในเดือน พ.ค. ซึ่งผมคิดว่าปัจจัยการเมืองจะเป็นปัจจัยชี้นำหลัก (ตามชื่อบทความฉบับนี้)
ทั้งนี้ เนื่องจากผมประเมินว่า ปัจจัยการเมืองมีโอกาสกดดันบรรยากาศการลงทุน ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นมีโอกาสปรับตัวลดลงจากเดือน เม.ย.ได้ อย่างไรก็ตามหากตลาดปรับตัวลดลงจริง ผมเชื่อว่าดัชนีในเดือน พ.ค. น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของไตรมาส 2 ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสของการเพิ่มพอร์ตการลงทุนเพื่อทำกำไรกับแนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่
ปัจจัยการเมืองที่ผมกล่าวถึงนั้น ทุกท่านอย่าเพิ่งคิดว่าจะเป็นเรื่องปัจจัยการเมืองในประเทศน่ะครับ เพราะปัจจัยการเมืองที่ผมจะวิเคราะห์ในสัปดาห์นี้เป็นปัจจัยการเมืองในยุโรป โดยเฉพาะการเลือกตั้งในฝรั่งเศสและกรีซ ส่วนปัจจัยการเมืองในประเทศนั้น ผมเชื่อว่าทุกท่านได้มีการติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว รวมถึงเชื่อว่าทุกท่านมีความเข้าใจต่อปัญหาการเมืองไทยได้เป็นอย่างดี
นัยของการเมืองในฝรั่งเศสและกรีซที่น่าสนใจ คืออะไร???
เหตุผลที่ต้องสนใจการเมืองของทั้งสองประเทศ เนื่องจากประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีบทบาทในฐานะผู้ร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรป ซึ่งผู้นำคนปัจจุบัน นิโกลาส์ ซาร์โกซี ถือว่าเป็นผู้ที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับ อังเกลา แมร์เกิล นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี ในการออกมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาวิเคราะห์หนี้ยุโรปในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จนทำให้สถานการณ์คลี่คลายขึ้น
ดังนั้น หากฝรั่งเศสเปลี่ยนผู้นำก็อาจจะทำให้นโยบายที่เคยตกลงกันไว้มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลง โดยในปี 2555 นี้ กลุ่มประเทศยูโรโซนยังมีภารกิจร่วมกันในการผลักดันให้กองทุน ESM เกิดขึ้นเพื่อเป็นกองทุนคู่ขนานกับกองทุน EFSF ซึ่งกองทุนดังกล่าวจะมีความสำคัญมากขึ้นในการช่วยในเรื่องการเพิ่มทุนของธนาคารพาณิชย์ในยุโรป รวมถึงการลงนามร่วมกันของกลุ่มประเทศในยุโรปเพื่อสร้างอธิปไตยทางการคลังคล้ายกับการมีธนาคารกลางร่วมกัน (ECB) ซึ่งการมีอธิปไตยทางการคลังจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในตลาดการเงินในแง่ที่ว่า กลุ่มประเทศยูโรโซนจะต้องรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด ไม่เช่นกันก็จะถูกบทลงโทษจากชาติสมาชิก
ประเด็นนี้แหละที่นักลงทุนในตลาดการเงินไม่แน่ใจว่าผู้นำคนใหม่ของฝรั่งเศสจะดำเนินการอย่างไร ส่วนประเทศกรีซอยู่ในฐานะของประเทศที่มีปัญหาทั้งทางด้านการเงินและการคลัง ถึงแม้สถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว หลังจากกรีซได้รับเงินกู้รอบสองจาก Troika รวมถึงการที่เจ้าหนี้ภาคเอกชนยอมลดหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยลงกว่า 70%
แต่นักลงทุนในตลาดการเงินยังคงไม่มั่นใจว่ารัฐบาลใหม่ของกรีซจะยอมทำตามแผนการลดการขาดดุลการคลังหรือไม่ เพราะหากไม่ทำตาม กรีซก็มีโอกาสประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องอีก เพราะเจ้าหนี้ Troika จะไม่อนุมัติเงินกู้ซึ่งแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ ให้
การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส
จากผลการเลือกตั้งในวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า นิโกลาส์ ซาร์โกซี ได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่าคู่แข่ง ฟรองซัวส์ ออลลองด์ โดยได้รับคะแนนเสียงคิดเป็น 27.1% ต่อ 28.6% ตามลำดับ จากคนออกมาใช้สิทธิสูงถึง 80% แต่เนื่องจากยังไม่มีผู้สมัครคนใดที่ได้รับคะแนนเสียงเกิน 50%
จึงทำให้ นิโกลาส์ ซาร์โกซี และ ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ซึ่งเป็นผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุด 2 อันดับแรก ต้องมาแข่งขันกันอีกครั้งในการเลือกตั้งรอบ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 6 พ.ค. (จริงๆ ก็เป็นไปตามคาดการณ์)
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้มากว่าผลการเลือกตั้งรอบที่ 2 ฟรองซัวส์ ออลลองด์ มีโอกาสเป็นฝ่ายชนะอีกครั้ง จากผลการสำรวจสำหรับผลการเลือกตั้งรอบที่ 2 ครั้งที่ 1 พบว่า ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ยังคงมีคะแนนนำ นิโกลาส์ ซาร์โกซี อยู่ที่ระดับ 54 ต่อ 46
การที่ ฟรองซัวส์ ออลลองด์ มีโอกาสชนะนั้น ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาด โดยหากประเมินจากดัชนีตลาดหุ้นของฝรั่งเศส CAC40 และค่าประกันความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของพันธบัตรฝรั่งเศสอายุ 10 ปี (CDS) พบว่าเริ่มสะท้อนการคาดการณ์ดังกล่าวไปบ้างแล้ว แต่ถือว่ายังคงมีความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นฝรั่งเศสจะลดลงไปได้อีก หากนักลงทุนตอบรับผลการเลือกตั้งในเชิงลบ โดยหากเทียบกับระดับต่ำสุดของดัชนี CAC40 พบว่าระดับดัชนีในปัจจุบันมีโอกาสลดลงไปได้อีกประมาณ 10% ในขณะที่ค่าประกันความเสี่ยงมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก 0.35% จากระดับปัจจุบันที่ 2.05%
การเลือกตั้งทั่วไปของกรีซ
ประเทศกรีซจะมีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันเดียวกันกับฝรั่งเศส คือ วันที่ 6 พ.ค. แต่การเลือกตั้งจะมีเพียงครั้งเดียว เพื่อเลือกนักการเมืองเข้าสภาจำนวน 300 ที่นั่ง โดยการเลือกตั้งในครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้กันของพรรคใหญ่ 2 พรรค คือ พรรคการเมืองฝ่ายกลางซ้าย หรือ PASOK ซึ่งเป็นพรรคของอดีตนายกรัฐมนตรีของกรีซ จอร์จ ปาปันเดรอู และพรรคการเมืองฝ่ายกลางขวา หรือ New Democracy (ND) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านเดิม
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์การเมืองในยุโรปคาดว่าผลการเลือกตั้งในครั้งนี้มีแนวโน้มว่าจะได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นพรรคร่วม แต่มีความกังวลว่าผลการเลือกตั้งอาจจะไม่เป็นไปตามคาดการณ์ได้ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่พรรคการเมืองเล็กอื่นๆ ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านนโยบายของกลุ่มประเทศยูโรโซนอาจชนะการเลือกตั้งได้เช่นกัน เพราะคะแนนเสียงของพรรค PASOK และ ND ในช่วงหลังตกต่ำมาก ถึงแม้โอกาสที่จะเกิดขึ้นมีค่อนข้างน้อยก็ตาม ดังนั้นผมจึงขอสรุปว่า การเลือกตั้งของกรีซในครั้งนี้สร้างความกังวลต่อนักลงทุนใน 2 ประเด็น คือ
1.เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การเป็นรัฐบาลแบบพรรคร่วมย่อมมีความเสี่ยงในเรื่องเสถียรภาพ ซึ่งการขาดเสถียรภาพถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติตามเงื่อนไขของเจ้าหนี้ เช่น การลดค่าใช้จ่าย การปฏิรูปโครงสร้างตลาดแรงงาน
2.ในกรณีที่ผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามคาดการณ์ คือ พรรคการเมืองขนาดเล็กที่ต่อต้านนโยบายของกลุ่มประเทศยูโรโซนเป็นพรรคที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ผมคาดว่าตลาดหุ้นมีโอกาสปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญได้
หากจะกล่าวโดยสรุปในเรื่องผลกระทบของการเมืองในยุโรป ผมประเมินว่า ระดับความเสี่ยงทางการเมืองในยุโรปจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นในระยะสั้นและไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากผมเชื่อมั่นว่าไม่ว่าผู้นำคนใหม่จะเป็นใครและพรรคไหนจะเป็นรัฐบาล เป้าหมายในการบริหารประเทศไม่น่าจะแตกต่างกัน โดยผมเชื่อว่าเป้าหมายหลักที่ต้องทำเป็นอันดับแรก คือ การเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ซึ่งหากสามารถทำได้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแก้ไขปัญหาอื่นๆ ในระยะยาว ในขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับการสมาชิกภาพของประเทศในกลุ่มยูโรโซน ว่าอาจจะมีประเทศใดประเทศหนึ่งออกจากการเป็นสมาชิกนั้น ผมเชื่อว่าจะยังไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ และหากเกิดขึ้นจริงจะต้องมีการส่งสัญญาณให้ตลาดการเงินเตรียมพร้อมเพื่อลดความตื่นตระหนกของตลาดการเงิน ดังนั้นผมจึงไม่ค่อยกังวลประเด็นนี้เท่าไหร่ครับ
กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ถึงเดือน พ.ค. คงต้องหันกลับไปลงทุนในหุ้นที่ปลอดภัย (Defensive Stocks) ไปพลางๆ ก่อน จนกว่าจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดที่ชัดเจนถึงค่อยปรับพอร์ตการลงทุนไปในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclical Stocks) หรือหุ้นเติบโต (Growth Stocks) มากขึ้น หุ้นปลอดภัย ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร การแพทย์ และอาหาร
ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองน่ะครับ







