
ลุ้นกพช.เคาะ‘พีดีพี’
โพสต์ทูเดย์ — โยน กพช. เคาะแผนพีดีพี 2010 เพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ 20 ปีข้างหน้า 5.4 หมื่นเมกะวัตต์ หวังพึ่งถ่านหิน นิวเคลียร์ ลดใช้ก๊าซ
นายณอคุณ สิทธิพงศ์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานสัมมนารับฟังความคิดเห็น “ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 25532573 (พีดีพี 2010) ว่า จะสรุปรายละเอียดในการเปิดรับฟังความเห็นของแผนพีดีพีทั้งหมด เสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่จะประชุมในวันที่ 12 มี.ค. เป็นผู้พิจารณา โดยพีดีพีในช่วง 20 ปีข้างหน้าไทยจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้นจากเดือน ธ.ค. 2552 จำนวน 5.46 หมื่นเมกะวัตต์
พร้อมกันนี้ได้กำหนดให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน 13 แห่ง กำลังผลิตรวม 1 หมื่นเมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 แห่ง กำลังการผลิต 5,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากยังเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่จะมาทดแทนการลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าจาก 70% ให้เหลือ 42% เพื่อความเสี่ยงทางด้านพลังงาน เพราะประเมินว่าปริมาณสำรองก๊าซจะหมดลงใน 17 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินจำเป็นต้องเลื่อนการตั้งโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ไปอีก จากเดิมจะต้องเกิดขึ้นในปี 2559 ไปเป็นปี 2562 เนื่องจากปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วง 6 ปีนี้ยังไม่ขยายตัวมากนัก
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้าระบบเพิ่มอีก 5,242 เมกะวัตต์ โดยทยอยเพิ่มปีละ 360 เมกะวัตต์ ให้เป็นไปตามแผนพลังงานทดแทน 15 ปี ไปจนถึงปี 2565 หลังจากนั้นจะคุมสัดส่วนให้มีการผลิตไม่ต่ำกว่า 5% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านมีกำลังการผลิตรวม 1.16 หมื่นเมกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 25%
“
การเลื่อนโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้าระบบช้าไป 2 ปี เพราะช่วง 6 ปี จากนี้ไปกำลังการผลิตไฟฟ้ายังเพียงพอ ซึ่งตามแผน พีพีดีใหม่จะต้องมีทั้งหมด 13 แห่ง และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 แห่ง ส่วนที่เป็นห่วงว่าจะสร้างได้หรือไม่นั้น ก็สามารถทบทวนแผนได้ตามสถานการณ์อยู่แล้วแต่ต้องเข้าใจว่า ไทยใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้ามากเกินไป ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคง จึงจำเป็นต้องมีเชื้อเพลิงทางเลือก ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการเพิ่มจำนวนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเช่นกัน” นายณอคุณ กล่าวด้านนายธารา บัวคำศรี ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การจัดทำร่างแผนพีดีพีครั้งนี้ยังไม่ใช่กระบวนการที่ดีนัก เพราะระยะเวลาในการเปิดรับฟังความเห็นแค่ระยะสั้นๆ โดยเฉพาะการตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
การทำงานของสำนักงานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังไม่เป็นที่ยอมรับ เกิดความล้มเหลว ควรจะยุบสำนักงานนี้ เพราะใช้งบประมาณไม่เกิดประโยชน์ โดยประเด็นข้อมูลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ยังไม่ตรงกัน







