posttoday
อาร์เอส-แกรมมี่ เปิดศึก ชิงดำสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง

อาร์เอส-แกรมมี่ เปิดศึก ชิงดำสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง

24 เมษายน 2555

กระแสสปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง มาแรงเหลือเกินในตลาดเมืองไทยขณะนี้ ด้วยพฤติกรรมคนไทยที่คลั่งไคล้กีฬา

กระแสสปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง มาแรงเหลือเกินในตลาดเมืองไทยขณะนี้ ด้วยพฤติกรรมคนไทยที่คลั่งไคล้กีฬา

โดยเฉพาะฟุตบอล ประกอบกับคู่แข่งตลอดกาลในวงการบันเทิงอย่างแกรมมี่และอาร์เอส ลงมาชิงดำกันอีกครั้งในธุรกิจกีฬา ช่วยสร้างกระแสให้กับความคึกคักให้ตลาดที่มีมูลค่าเหยียบหมื่นล้านบาท

สำหรับปีนี้ ธุรกิจกีฬาในประเทศไทยถือว่าเติบโตเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ด้วยความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่ลงมาลุยธุรกิจกีฬาอย่างจริงจัง อาทิ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง ทุ่มเงินกว่า 1,000 ล้านบาท เข้าสนับสนุนสโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่ของสเปน ได้แก่ บาร์เซโลนา และรีล มาริด

ขณะที่ในด้านรายการ (คอนเทนต์) แกรมมี่และอาร์เอส เข้ามาเป็นผู้ชิงตลาดจากทรูวิชั่นส์ โดยอาร์เอส ได้ลิขสิทธิ์ฟุตบอลลาลีกาของสเปน รวม 3 ฤดูกาล ด้วยงบลงทุนรวม 1,000 ล้านบาท เริ่มฤดูกาลนี้เป็นต้นไป (ส.ค. 2555) โดยจะใช้งบทำตลาดอีก 100 ล้านบาท เพื่อสร้างกระแสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

อาร์เอส-แกรมมี่ เปิดศึก ชิงดำสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง

สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส กล่าวว่า รูปแบบการทำธุรกิจกีฬาของอาร์เอส จะเน้นหาลิขสิทธิ์กีฬาที่มีมูลค่า และมีประสิทธิภาพในเชิงการตลาดมากที่สุด อย่างกรณีลาลีกาของสเปน ถือเป็นลีกฟุตบอลที่มีคนดูมากที่สุดในโลก และมีซูเปอร์สตาร์มากที่สุด แม้ในประเทศไทยจะเป็นรองพรีเมียร์ลีกอังกฤษก็ตาม

ทั้งนี้ รูปแบบการดำเนินธุรกิจช่องลาลีกาของอาร์เอส จะเป็นขายคอนเทนต์ 1 ช่องรายการ โดยเปิดช่องอาร์เอส สปอร์ต ลาลีกา สามารถรับชมแบบบอกรับสมาชิกผ่านกล่องรับสัญญาณที่เข้ารหัสได้ คิดค่าบริการเดือนละ 100 บาท เพียงโทร.เข้าคอลเซ็นเตอร์ 1781 บอกรหัสกล่องรับสัญญาณจะดูได้ทันที

ปัจจุบันในประเทศไทย มีกล่องรับสัญญาณที่สามารถเข้ารหัสได้ จำนวน 3.5 ล้านกล่อง เป็นกล่องรับสัญญาณพีเอสไอ รุ่น โอทู 2 ล้านกล่อง และกล่องรับสัญญาณดีทีวี 1.5 ล้านกล่อง รวมทั้งระบบของเคเบิลท้องถิ่น ส่วนกล่องรับสัญญาณ จีเอ็มเอ็ม แซทของแกรมมี่และทรูวิชั่นส์สามารถรับชมได้เช่นเดียวกัน หากเข้ามาเจรจาก็พร้อมที่จะให้สิทธิ

“เราเปิดกว้างที่จะให้ลิขสิทธิ์กับผู้ประกอบการทุกราย รวมถึงจีเอ็มเอ็ม แซท หรือทรูวิชั่นส์ หากต้องการให้ผู้ชมช่องรายการนี้ก็เข้ามาคุยกับเราได้ แต่ในส่วนของอาร์เอสมองว่าด้วยฐานของพีเอสไอและดีทีวีสามารถดำเนินธุรกิจได้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายตามที่ต้องการแล้ว” สุรชัย กล่าว

ทั้งนี้ บริษัท อาร์เอส วางเป้าหมายรายได้จากช่องลาลีกา 2,000 ล้านบาท ใน 3 ปี หรือมีสมาชิกที่รับชมราว 8 แสนราย โดยปีแรกคาดว่าจะมีรายได้ 200 ล้านบาท จากฐานสมาชิก 2 แสนราย รวมทั้งรายได้จากสปอนเซอร์ ซึ่งขณะนี้มีผู้สนับสนุนช่องรายการรวม 4 ราย รายละ 20 ล้านบาท มีเป้าหมายหาผู้สนับสนุนช่องรายการ 10 ราย คาดว่าจะสามารถคุ้มทุนภายในฤดูกาลแรก

ด้านจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ดำเนินธุรกิจกีฬา โดยมีฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป เป็นตัวจุดกระแส โดยเฉพาะการจำหน่ายกล่องรับสัญญาณจีเอ็มเอ็ม แซท ซึ่งวางเป้าหมายของกล่องให้ได้ 2 ล้านกล่อง ภายในปีนี้

ธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แซท กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป บริษัทเตรียมทำการตลาดฟุตบอลยูโร 2012 โดยใช้งบประมาณไม่ตำกว่า 100 ล้านบาท ในช่วงก่อนการถ่ายทอดสดที่จะเริ่มขึ้นในเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งจะพ่วงไปกับการขายกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียมจีเอ็มเอ็ม แซท ที่จะเป็นกล่องประเภทเดียวที่สามารถรับชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร 2012 ได้ ซึ่งคาดว่าในช่วงของฟุตบอลยูโร 2012 นี้ จะสามารถขายกล่องได้ 8 แสน–1 ล้านกล่อง

ทั้งนี้ บริษัทได้ปูพรมวางกล่องรับสัญญาณดาวเทียมจีเอ็มเอ็ม แซท ผ่านจุดจำหน่ายที่เป็นร้านขายจานดาวเทียมทั่วประเทศ และเพิ่มช่องทางโมเดิร์นเทรด บิ๊กซี โลตัส ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าพาวเวอร์บาย โฮมโปร เป็นต้น รวมถึงร้านขายมือถือ เช่น เจมาร์ท เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด

หลังจากนี้ บริษัทจะเริ่มธุรกิจแบบบอกรับสมาชิก ซึ่งมีทั้งช่องกีฬา ขายเดือนละ 300 บาท มี 56 ช่อง ช่องรายการบันเทิงอีก 4 ช่องรายการ เดือนละ 200 บาท เป็นทางเลือกให้ผู้ชม ซึ่งจะเริ่มทำตลาดอย่างจริงจังหลังจบการแข่งขันยูโร 2012 เพื่อไม่ให้ผู้ชมสับสน เพราะยูโรจะรับชมฟรี นอกจากนี้จะจำหน่ายกล่องราคาถูกหลังจากจบบอลยูโรด้วยเช่นเดียวกัน จะทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมาย 2 ล้านกล่อง ได้ในปีนี้

“ปีแรกยอมรับว่าอาจจะยังขาดทุน แต่ต้องเร่งผลักดันการขายกล่องรับสัญญาณจีเอ็มเอ็ม แซท ให้มากที่สุด หลังจากนั้นจึงจะเข้าสู่เฟสต่อไป คือ การทำธุรกิจบอกรับสมาชิก หรือบริการเติมช่อง ซึ่งคาดว่าจะมีสมาชิกสัก 1 แสนราย ในปีนี้ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยปีนี้คาดว่าจะมีรายได้รวม 2,500 ล้านบาท” ธนา กล่าว

แน่นอน ศึกชิงดำกีฬายังไม่จบแค่นี้ เมื่อการประมูลลิขสิทธิ์ที่มีค่ามากที่สุด คือ พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ยังรออยู่ คาดว่าจะเริ่มประมูลตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งทั้งแกรมมี่และอาร์เอส ประกาศชิงลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษกับทรูวิชั่นส์

“อาร์เอส สนใจและมีความพร้อมในการเข้าประมูลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ แต่จะพิจารณาอย่างรอบคอบ ราคาที่เหมาะสม ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะการได้ลิขสิทธิ์เป็นแค่จุดเริ่มต้น มีเงินก็ซื้อได้ การได้ลิขสิทธิ์ไม่ได้แปลว่าเป็นผู้ชนะ แต่การได้ลิขสิทธิ์แล้วสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือทำกำไรจากลิขสิทธิ์เป็นสิ่งสำคัญที่สุด อีกไม่นานจะได้รู้กัน” สุรชัย กล่าว

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ