posttoday
หยุดกอร์ปศักดิ์ ยุ่งไทยเข้มแข็ง

หยุดกอร์ปศักดิ์ ยุ่งไทยเข้มแข็ง

09 มีนาคม 2553

 

 

กรณ์ยึดกรอบเดิม3ปีทะลุ2แสนล.

โพสต์ทูเดย์ — กรณ์ ยันใช้เงินไทยเข้มแข็งหมดปี 2555 โวยศึกษาสาธารณสุขอืดทำกระทบหมด

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องขยายเวลาการใช้เงินไทยเข้มแข็งออกไปอีก 1 ปีตามข้อเสนอของนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพราะต้องดำเนินการตามกรอบกฎหมาย ซึ่งในส่วนของการเบิกจ่ายตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้ยืมเงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 4 แสนล้านบาท ต้องเบิกจ่ายภายในปี 2553 ขณะนี้โครงการส่วนใหญ่ได้ทำสัญญากับผู้รับเหมาเกือบครบแล้ว ทำให้ยอดการเบิกจ่ายปีนี้สูงถึงเกือบ 1 แสนล้านบาท

สำหรับปี 2553 การเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็งจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ประมาณ 2 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือนั้นจะทยอยเบิกจ่ายปี 25542555

กระทรวงที่ทำการเบิกจ่ายล่าช้านั้นส่วนใหญ่เป็นโครงการของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการที่ติดปัญหาร้องเรียนเรื่องการทุจริต รวมทั้งโครงการบางส่วนของกระทรวงคมนาคม ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้หาทางแก้ไขปัญหาเพื่อให้การเบิกจ่ายเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

ขณะที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่วม 2 สภานั้น กฎหมายกำหนดให้ทำสัญญาก่อสร้างโครงการภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2554

ก่อนหน้านี้ นายกอร์ปศักดิ์ ออกมาระบุว่า แผนการลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 วงเงิน 1.4 ล้านล้านบาท ควรเลื่อนออกไปอีก 1 ปี จากเดิมที่คาดว่าจะลงทุนในช่วง 3 ปี คือ 25532555 เนื่องจากการดำเนินโครงการที่ไม่ลงตัวความไม่พร้อมของส่วนราชการในการเบิกจ่ายเงิน จึงทำให้เกิดความล่าช้ากว่าที่คิดไว้

ขณะที่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เห็นว่างบกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรก 1.9 แสนล้านบาท มีการเบิกจ่ายไปเพียง 4.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 26% ซึ่งหากภายในเดือน มี.ค. นี้ หน่วยงานใดยังไม่เบิกจ่ายจะตัดโครงการที่ขอไว้ออกไป ส่วนงบกระตุ้นตามแผนไทยเข้มแข็ง 1.5 แสนล้านบาท เบิกจ่ายไป 52% ซึ่งรัฐบาลกำลังพิจารณาข้อกฎหมาย ว่า งบประมาณที่เบิกจ่ายไม่ทัน สามารถนำมาจัดสรรใหม่ได้หรือไม่เพื่อใช้งบประมาณให้หมด ซึ่งอาจต้องแจ้งสภาฯ ให้ทราบ

สำหรับยอดการเบิกจ่ายงบลงทุนจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการช่วงเดือน ก.ย. 2552 ถึงวันที่ 15 ก.พ. 2553 มีจำนวน 82,227 ล้านบาท หรือคิดเป็น 23.5% ของกรอบวงเงินอนุมัติ 3.5 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ โดยการเบิกจ่ายงบลงทุนอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลทำให้อัตราการว่างงานในเดือน ธ.ค. 2552 อยู่ที่ 0.9% ของกำลังแรงงานรวมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม อัตราการว่างงานมีแนวโน้มสูงขึ้นในเดือน ม.ค. 2553 คาดว่าอยู่ที่ 1.4% ของกำลังแรงงานรวม หรือคิดเป็นจำนวนประมาณ 5.2 แสนคน

ทั้งนี้ เป็นผลจากการลดลงของการจ้างงานภาคการเกษตรซึ่งอยู่ในช่วงสิ้นสุดฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต อย่างไรก็ตาม การจ้างงานในภาคบริการแลอุตสาหกรรมในเดือน ม.ค. 2553 คาดว่าจะมีการปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะภาคการจ้างงาน ภาคค้าส่ง ค้าปลีก อุตสาหกรรมแร่อโลหะ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ ตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น

ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรในเดือน ก.พ.53 คาดว่าจะหดตัวที่

ร้อยละ 2.0 ต่อปี จากเดือนก่อนที่ขยายตัวร้อยละ 0.2 ต่อปี

ตามการผลิตที่ลดลงของผลผลิตสำคัญ ได้แก่ ข้าว ยางพารา และมัน

สำ ปะหลัง ซึ่งผลผลิตข้าวและมันสำ ปะหลัง คาดว่ายังคงลดลง

ต่อเนื่อง เนื่องจากประสบปัญหาเพลี้ยน้ำตาลกระโดดและเพลี้ยแป้ง

ระบาด ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่เพาะปลูก

ในขณะที่ยางพารา คาดว่าผลผลิตลดลงเช่นกันเนื่องจากสภาพ

ภูมิอากาศที่ฤดูร้อนมาเร็ว ทำให้ไม่เอื้ออำนวยต่อการกรีดยาง

ปริมาณการจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในเดือน ก.พ. 53 คาดว่า

จะขยายตัวที่ร้อยละ 28.0 ต่อปี ต่อเนื่องจากเดือนก่อนที่

ขยายตัวร้อยละ 37.2 ต่อปี โดยได้รับปัจจัยบวกจาก 1) รายได้

เกษตรกรที่ปรับตัวดีขึ้นมาก เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัว

สูงขึ้น ตามทิศทางราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกและและการฟื้นตัว

ของเศรษฐกิจโลก และ 2)

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ