posttoday
แง้มใจผู้ว่าธปท.'เสียดาย-เสียใจ'ไทยเสียโอกาสเพราะการเมือง

แง้มใจผู้ว่าธปท.'เสียดาย-เสียใจ'ไทยเสียโอกาสเพราะการเมือง

23 เมษายน 2555

แค่เพียงไม่ถึงขวบปีที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้าบริหารประเทศ ความขัดแย้งทางด้านนโยบายการคลังกับนโยบายการเงินก็เริ่มปะทุขึ้นอีก

โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์ / ชลลดา อิงศรีสว่าง

แค่เพียงไม่ถึงขวบปีที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้าบริหารประเทศ ความขัดแย้งทางด้านนโยบายการคลังกับนโยบายการเงินก็เริ่มปะทุขึ้นอีก อย่างน้อย 2 เรื่องใหญ่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดน รมว.คลัง เล่นงาน คือ การเปลี่ยนแปลงกรอบเงินเฟ้อจากการใช้เงินเฟ้อพื้นฐานเป็นใช้เงินเฟ้อทั่วไป และการโอนหนี้ 1.14 ล้านล้านบาท ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) ไปอยู่ในความรับผิดชอบของ ธปท.

ยังมีเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่รัฐบาลจ้องตาเป็นมันจะเอาให้ได้คือ การจะเจียดเงินทุนสำรองทางการระหว่างประเทศที่ ธปท.เป็นคนดูแลที่มีอยู่ทั้งด้านทรัพย์สินและหนี้สิน 2.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ ธปท.ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เนื่องจาก ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานกรรมการ ธปท. กำลังจะหมดวาระในเร็วๆ นี้ และเป็นที่จับตากันมากว่า ประธานบอร์ด ธปท.คนใหม่รัฐบาลจะส่งเข้ามาทำงานตามใบสั่งให้สำเร็จ

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. คนล่าสุด เปิดใจถึงแรงกดดันต่างๆ ที่ได้รับว่า การทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังไม่อึดอัด เพราะทำงานมานานพบเจอปัญหาต่างๆ มามากมาย จะบอกว่าไม่มีปัญหาก็ไม่ใช่

แง้มใจผู้ว่าธปท.'เสียดาย-เสียใจ'ไทยเสียโอกาสเพราะการเมือง

 

“บางครั้งเสียดายและเสียใจ อย่างที่ผมไปร่วมงานครบรอบ 40 ปีของธนาคารกลางสิงคโปร์ หรือมาเลเซีย รมว.คลัง ของเขาขึ้นพูดว่านักลงทุนต่างชาติว่าทั้งรัฐบาลและธนาคารกลางจะร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ในการหนุนให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ แต่ของเราไม่เป็นเหมือนเขา รัฐบาลและ ธปท.ดูจะขัดแย้งกันตลอดเวลา เหมือนมีอะไรมาขวางกั้น

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ข้อเท็จจริงก็คือทางด้านการเมืองนั้น เมื่อเข้ามาบริหารประเทศไม่ได้มองระยะยาว แต่มองระยะสั้นมากที่สุดก็คือระยะกลาง เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลก็เปลี่ยนนโยบาย และทุกคนมุ่งชัยชนะเวลาเลือกตั้ง จึงเป็นที่มาของนโยบายประชานิยม ทั้งนโยบายภาษี หรืออื่นๆ มีวาระทั้งสิ้น

หรืออย่างในมาเลเซียก็เหมือนกัน ธนาคารกลางของประเทศกับนายกรัฐมนตรีจะช่วยกันคิดช่วยกันทำ ช่วยกันดูว่าระบบการเงินของประเทศจะเอาอย่างไร สถาบันการเงินจะเอายังไง วางแผนถึง 10 ปีข้างหน้าเลยทีเดียว เรื่องเหล่านี้เป็นภาพลักษณ์ต่อชาวโลก เมื่อออกไปต่างประเทศและถูกถามถึงนโยบาย เราจะตอบอะไรได้ กลับมาถึงที่พักก็รู้สึกเศร้า หากเราวิจารณ์รัฐบาลก็ไม่ดี ประเทศชาติเสียหาย

“ส่วนตัวผมไม่ได้มีแรงกดดัน รู้ว่าเหตุผลแต่ละอย่างคืออะไร แต่พอเวลาไปต่างประเทศ มองจากข้างนอกเข้ามามันจะเห็นยังไง ผมไปเยี่ยมสถาบันการเงิน คุยกับจีน เขาบอกเขาสนับสนุนการค้ากับเรา จีนสนใจลงทุนในไทยมาก แต่เขาคิดว่าบ้านเมืองเราไม่มีเสถียรภาพ ผมก็สะอึก เขาบอกไอชอบยู แต่ห่วงเรื่องการเมือง เราอยู่ในไทยอยู่ในประเทศเราไม่รู้สึกหรอก แต่ต้องออกไปอยู่ข้างนอกแล้วมองเข้ามาถึงจะเห็น” ประสาร กล่าว

ประสาร กล่าวว่า กระทั่งรับประทานอาหารกับเพื่อนที่เป็นธนาคารกลางของประเทศอื่น เราอาจไม่ได้คิดอะไร แต่ถ้าเรามองประโยชน์ของประเทศ ตอนนี้โลกกำลังเคลื่อนไหว มีอะไรที่ประเทศไทยน่าจะทำให้ดีขึ้นได้

ประสาร กล่าวว่า เป็นเรื่องอันตรายที่นโยบายการเงินขึ้นกับการคลัง จากที่คุยกับกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ก็ไม่ใช่ว่าจะเห็นไม่ตรงกันหมด บางเรื่อง รมว.คลังก็เห็นเหมือนกันกับ ธปท. อย่างเรื่องงบประมาณปี 2556 ของ 4 หน่วยงานมีการนำเข้าที่ประชุม รมว.คลัง ก็บอกอยากให้ขาดดุลน้อยลง ถ้าขาดดุลเยอะก็ไม่มีเสถียรภาพ ท่านก็รู้ แต่ยังไม่มีโอกาสได้คุยกันแบบลึกๆ อย่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจนอกกรอบ ตอนที่เจอปัญหาซับไพรม์ ก็มีเรื่องไทยเข้มแข็ง หรืออย่างตอนนี้มีน้ำท่วม ท่านก็ให้ความเห็นว่า ถ้าไม่ใช่เหตุพิเศษจากเรื่องน้ำท่วมก็อยากให้ขาดดุลน้อยลง ส่วนเรื่องที่ท่านอยากเห็นเงินบาทอ่อน ผมยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ยังไม่ได้คุยกันเรื่องนี้

ผู้ว่า ธปท. กล่าวว่า ธปท.มีหน้าที่อธิบาย แต่ท้ายที่สุดสาธารณะจะเห็นเอง อย่างภาวะขณะนี้จะให้กำหนดค่าเงินบาทตายตัวแล้วไปบอกข้างนอกให้รู้ตัว เราก็เสียเปรียบ ทำให้ตัวเราเองเป็นเป้านิ่ง การไปกำหนดอะไรตายตัวไว้กับภาวะที่มันมีพลังมหาศาล ก็เป็นเป้านิ่ง ครั้งนี้สาธารณะก็เข้าใจ อย่างคนในสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ก็เข้าใจ ธปท. ของอย่างนี้เรามีประสบการณ์มาแล้วจากปี 2540 ถ้าต่างประเทศรู้ว่าเราเอาไม่อยู่ และพยายามไปดัน เขาก็ได้กำไรแล้ว แค่เราพยายามดัน 0.5% เขาก็กำไร 0.5% เหมือนการชักเย่อ

“ลูกน้องผมที่อยู่ธนาคารกสิกรไทยในห้องค้าเงิน การประเมินผลงาน (เคพีไอ) ของพนักงานห้องค้าเงินคือ ถ้าคุณหาได้ 6 บาท เอาไป 1 บาท และทุกธนาคารทั่วโลกมีห้องค้าเงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารเอชเอสบีซี ซิตี้แบงก์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ทุกธนาคารมีห้องค้าเงินหมด ถ้าเราทำอย่างนั้นจากที่เขาสู้กันทีละ 0.05-0.1 บาท คราวนี้บอกเลยเอา 1 บาทไปเล่น แล้ว 1 บาทได้กำไร 0.2 บาท คราวนี้ก็รวยเละ ไปนอนพักร้อนได้เลย เพราะมันเป็นเงินมหาศาล” ประสาร กล่าว

ประสาร กล่าวว่า ช่วงที่เงินบาทอยู่ที่ 33 บาท/เหรียญสหรัฐ แล้วแข็งค่าขึ้นมาที่ 30 บาท/เหรียญสหรัฐ ก็ต้องชะลอเงินสำรอง จากนั้นก็ออกพันธบัตรดูดซับสภาพคล่อง ก็กลายเป็นภาระของ ธปท. นักค้าเงินก็ติดตาม ของอย่างนี้รู้กันหมด ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยน ถ้าไปฝืนก็จะเป็นเป้านิ่ง ยิ่งถ้าเงินเข้ามามากกว่าให้เงินออก เขาก็รู้แล้วว่าคุณแพ้ สู้ในสิ่งที่เราทำไม่ได้ แต่ตอนนี้เราไม่ใช่เป้านิ่ง ถ้าเงินบาทแข็งก็หยุด แต่ถ้ามีเงินไหลเข้าเยอะ ก็พยายามหาช่องทางให้เกิดการลงทุนในต่างประเทศ

“ตอนนี้คนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ผมก็ถาม พูดคุยกับ ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เงินที่ไหลออกตอนนี้เกือบล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งผมก็ต้องถามว่าที่ไหลออกนี่ของจริงหรือเปล่า หรือแค่นำเงินออกไปซื้อนู่นซื้อนี่ในต่างประเทศ ก็ถามว่ามีชื่อเอกชนใหม่ๆ บ้างหรือไม่ เพราะที่เห็นชื่อเก่าๆ ก็บริษัท ปตท. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ปรากฏก็มีชื่อเอกชนหน้าใหม่ที่ออกไปลงทุน” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

อีกตัวอย่างคือการที่เซ็นทรัลก็ออกไปซื้อห้างสรรพสินค้าที่อิตาลี ก็จะมีอย่างนี้ที่เริ่มออกไป ในอนาคตถ้าเราทำดีๆ ดุลบัญชีเดินสะพัดก็จะดี คนก็สนใจอยากเข้ามาลงทุนในไทย แต่ก็ต้องให้ธุรกิจไทยออกไปข้างนอกได้ด้วย ต้องใช้อาวุธหลายอย่าง

“ถ้าเปรียบการดูแลค่าเงินเหมือนนักมวย บางทีเราก็ต้องถอย เราอาจต้องเข้าแทรกแซงบ้างถ้าจำเป็น แต่ปีนี้แทบไม่จำเป็น” ประสาร กล่าว

ประสาร กล่าวว่า ประเทศในเอเชียรวมทั้งไทย กลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2540 ประสบการณ์ทำให้รู้แล้วว่า ถ้าไม่ช่วยตัวเราเองแล้วไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเป็นเรื่องลำบาก ปี 2540 เป็นเรื่องหนัก ทำให้ขณะนี้ประเทศในเอเชียมีการเก็บเงินสำรองปริมาณมาก เพราะหวังพึ่งตัวเอง ทางที่ดีที่สุดคือ ต้องรักษาสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง

กรณีสัปดาห์ที่เกิดระเบิดในหาดใหญ่ เงินบาทก็อ่อนค่า ปลายปีก่อนที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วม เงินบาทก็อ่อนค่า จนปิดระดับที่ 31.50 บาทในสิ้นปี พอเลิกน้ำท่วมเงินบาทก็กลับมาแข็งค่า พวกนี้เป็นเรื่องระยะสั้น และก็ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เงินบาทอ่อนอีกเหมือนปี 2540

ประสาร กล่าวว่า หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ระดับปัจจุบันนั้น ถือว่าอยู่ในระดับที่ใช้ได้ แต่อย่าชะล่าใจ เพราะ 2 ปีนี้หนี้สาธารณะจาก 40% ต่อจีดีพี จะขึ้นมาเป็น 48% ต่อจีดีพี และหากงบประมาณขาดดุลในระดับปัจจุบันอีก 2.4-2.5% ของจีดีพี เป็นอย่างนี้อีก 5 ปี หนี้สาธารณะจะเพิ่มเป็น 60% ต่อจีดีพี

ฉะนั้น หากเป็นไปได้รัฐบาลควรพยายามดูแลรายได้ เพราะขณะนี้เสี่ยงรายจ่ายมากกว่ารายได้ หากมีรายจ่ายไม่จำเป็นก็ต้องตัด เรื่องรายได้อยู่ในหน้าที่ที่กระทรวงการคลังจะต้องดูแล

ส่วนการทำให้เงินบาทอ่อนค่าเพื่อช่วยการส่งออก ให้เงินเข้าประเทศเพิ่มนั้น ไม่แน่ใจว่าจะช่วยได้ เพราะขณะนี้ไทยต้องจ่ายเงินจากการซื้อน้ำมันในต่างประเทศสูงมาก หากเงินบาทอ่อนก็ต้องใช้เงินจำนวนมากในการซื้อน้ำมัน ซึ่งเรื่องการหารายได้นั้น ต้องมองให้เห็นเป็นเรื่องโครงสร้างของประเทศ รวมทั้งต้องมองระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น โครงสร้างราคาพลังงาน เมื่อระยะเวลาราคาพลังงานสงบก็น่าจะทำ แต่ถ้าเลือกช่วงจังหวะที่ไม่ดีก็ลำบาก ทำไม่ได้

เช่นเดียวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม หากจะพิจารณาปรับขึ้นก็ต้องทำในช่วงที่ของไม่แพง ทำตอนนี้ก็คงไม่ได้ เพราะสินค้าราคาแพง นโยบายเหล่านี้ต้องทำในช่วงที่คนรู้สึกมีเงิน ถ้าทำตอนที่ผู้ประกอบการหรือประชาชนรู้สึกเงินไม่พอ ก็จะโดนต่อว่ากลับมาเงินจะใช้ยังไม่พอยังต้องจ่ายภาษีเพิ่ม จึงเท่ากับว่าเรื่องเหล่านี้มองสั้นๆ ไม่ได้ เป็นเรื่องที่ต้องมองยาวถึงอนาคต

“หลังเลือกตั้งถ้าทำตามสัญญาอะไรต่างๆ แล้ว เมื่อถึงระยะหนึ่งก็น่าจะทำเรื่องโครงสร้างของประเทศได้ เพื่อวางแผนว่าในอนาคตเราอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร” ประสาร กล่าว

ประสาร กล่าวว่า คนที่เป็นรัฐมนตรีจะต้องทำอะไรที่มองไปข้างหน้า ช่วงเวลาต่างๆ ต้องคิดว่าจะทำอะไรเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว เพราะประเทศมีปัญหาเยอะ ระบบการเมืองไทยต้องแก้ไข เรื่องการเงินการคลังเรากลับมีวาระ อย่างเรื่องภาษีบุคคลธรรมดา ฐานปัจจุบันผู้ที่เสียภาษีแคบมาก ควรจะขยาย จำนวนคนที่เสียภาษีในประเทศค่อนข้างน้อย แต่ก็ต้องค่อยๆ ทำ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท