
เดินหน้านโยบายพักหนี้ดี
แวดวงการเงินในรอบสัปดาห์นี้ ให้ความสำคัญกับการจับตาดูนโยบายพักหนี้ของรัฐบาลเป็นพิเศษ
แวดวงการเงินในรอบสัปดาห์นี้ ให้ความสำคัญกับการจับตาดูนโยบายพักหนี้ของรัฐบาลเป็นพิเศษ
เพราะการพักหนี้ดีอาจทำให้ลูกหนี้เสียวินัยการเงิน ส่งผลกระทบต่อฐานะของธนาคารรัฐได้ รวมทั้งเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของรัฐบาลด้วย แต่สุดท้ายเพื่อผลักดันโครงการนี้ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทย และซื้อใจประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ล่าสุดรัฐบาลได้เตรียมเดินหน้าโครงการนี้แล้ว
ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 24 เม.ย.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอให้ ครม.เห็นชอบโครงการพักหนี้ดีสำหรับเกษตรกรและประชาชนรายย่อยผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาทกับสถาบันการเงินของรัฐ ลูกหนี้ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้มีประมาณ 4 ล้านราย
ทั้งนี้ ในการดำเนินการกระทรวงการคลังจะเสนอให้พักชำระเงินต้น 3 ปี พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยให้ หรือไม่พักเงินต้น แต่ได้รับการลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง ซึ่งในส่วนของการลดอัตราดอกเบี้ยจะมีการเสนอ ครม. ให้เก็บดอกเบี้ยสูงสุดที่อัตรา 2% เป็นไปตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่เคยหาเสียงไว้ก่อนหน้านี้
และถ้า ครม.เห็นชอบแล้ว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อาจจะเดินทางมาเป็นประธานเปิดตัวโครงการนี้ในวันที่ 2 พ.ค.นี้เลยก็เป็นได้ โดยโครงการนี้จะเปิดให้ลูกหนี้ที่สนใจเข้าโครงการมาลงทะเบียนเป็นเวลา 3 เดือน ธนาคารรัฐที่เข้าร่วมโครงการนั้น รัฐบาลจะดูแลไม่ให้เกิดความเสียหายกับธนาคาร ด้วยการจ่ายชดเชยเงินรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงจากการดำเนินโครงการพักหนี้ให้ด้วย
ในเบื้องต้นเงินที่จะนำไปใช้จ่ายชดเชยให้ธนาคารรัฐที่ร่วมโครงการนี้นั้น กระทรวงการคลังเตรียมจะเสนอให้นำเงินจากค่าธรรมเนียมที่เก็บจากธนาคารรัฐในอัตรา 0.47% ของฐานเงินฝากมาใช้ในการชดเชย
เตือนหนี้ท่วมไทย
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แนะนำการดูแลระดับหนี้สาธารณะของประเทศ โดยระบุว่าขณะนี้ระดับหนี้สาธารณะของประเทศอยู่ที่ระดับ 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) แต่รัฐบาลอย่าชะล่าใจ เพราะใน 2 ปีนี้หนี้สาธารณะจะเพิ่มเป็น 48% จากการจัดทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง หากจัดงบประมาณขาดดุลในระดับปัจจุบันอีก 2.4-2.5% ของจีดีพี เป็นอย่างนี้อีก 5 ปี หนี้สาธารณะจะเพิ่มเป็น 60%
ฉะนั้น หากเป็นไปได้รัฐบาลควรพยายามดูแลรายได้ให้ดี เพราะมีความเสี่ยงที่จะหารายได้ไม่พอกับรายจ่าย รัฐบาลจึงต้องใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ หากมีรายจ่ายที่ไม่จำเป็นก็ควรต้องตัดออกใช้เฉพาะกับโครงการที่เพิ่มศักยภาพของประเทศ
นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท. ยังมองว่าฐานภาษีบุคคลธรรมดาในปัจจุบันแคบมาก ควรมีการขยายจำนวนคนที่เสียภาษีในประเทศในระยะต่อไป ซึ่งการให้งบประมาณสมดุลต้องคิดถึงรายได้ของรัฐบาลคู่ไปด้วย เพราะการหารายได้มีข้อจำกัดมากกว่าการใช้จ่าย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวแล้ว และคาดว่าจะฟื้นตัวได้ชัดเจนในไตรมาส 3 ปีนี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปกระตุ้นเศรษฐกิจตลอดเวลาให้เกิดความร้อนแรง หรือโอเวอร์ฮีต เพราะจะไปทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ขณะที่สินเชื่อในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ก็ยังขยายตัวได้ดีที่ระดับ 13% แม้จะชะลอลงบ้าง เมื่อเทียบกับระดับ 15-17% ในปีที่ผ่านมา แต่การเติบโตระดับนี้ยังถือเป็นแนวโน้มที่ดีสำหรับการขยายตัวของสินเชื่อในระยะต่อไป
เล็งขายหุ้นแบงก์กรุงไทย 5%
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) มีนโยบายขายหุ้นของธนาคารกรุงไทยที่ถืออยู่ 55% หรือประมาณ 6,156 ล้านหุ้น ให้เหลือ 50% ซึ่งคาดว่าเมื่อขายหุ้นออกไปจะได้เงินประมาณ 1 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ เงินที่ได้จากการขายหุ้นธนาคารกรุงไทย ธปท.จะนำมาใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ให้ลดลง เนื่องจากจะมีพันธบัตรที่ครบกำหนดไถ่ถอนก็จะไถ่ถอนโดยไม่ต่ออายุพันธบัตรออกไป และจะทำให้เงินต้นของหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ลดลง แต่จังหวะเวลาในการขายหุ้นต้องดูให้เหมาะสม เพราะไม่ต้องการให้การขายหุ้นนี้มีผลกระทบต่อราคาหุ้นของธนาคารกรุงไทยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
สำหรับการลดสัดส่วนถือหุ้นของกองทุนฟื้นฟูฯ ในธนาคารกรุงไทยให้ต่ำกว่า 50% เพื่อจะไม่ให้ธนาคารเป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป จะได้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงานมากขึ้น แต่จากการหารือกันในเบื้องต้นธนาคารคงต้องมีการเพิ่มทุนรองรับการสำรองตามมาตรฐานบาเซิล 3 ที่จะเริ่มใช้ในต้นปี 2556 นี้ก่อน ส่วนการดำเนินการขายหุ้นและการดำเนินการทั้งหมดจะทำหรือไม่ ต้องรอ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ตัดสินใจอีกครั้ง
สัญญาณหนี้ครัวเรือนพุ่ง
นอกจากนี้ ธปท.ยังได้รายงานยอดการให้บริการบัตรเครดิตของทั้งระบบธนาคารพาณิชย์ในเดือน ก.พ.ปีนี้ พบว่ามีการถอนเงินสดล่วงหน้าจากบัตรเครดิตของประชาชนเพื่อนำไปใช้จ่ายสูงขึ้นมาก มีการเบิกเงินสดล่วงหน้าผ่านบัตรเครดิต 1.24 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 2,701 ล้านบาท หรือ 27.72% ส่งสัญญาณว่าประชาชนส่วนหนึ่งน่าจะขาดสภาพคล่องหรือเงินขาดมือ ว่างงาน หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหลังน้ำท่วมและเงินเฟ้อสูงหรือไม่
ลดคุ้มครองแผ่นดินไหว
สุรชัย ศิริวัลลภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ (ไทยรี) กล่าวว่า บริษัทประกันภัยต่อมีความกังวลว่าประเทศไทยเริ่มมีความเสี่ยงภัยพิบัติมากขึ้น โดยเฉพาะภัยแผ่นดินไหว เพราะมีรอยเลื่อนอยู่รอบๆ ประเทศไทย เช่น แผ่นดินไหวที่พม่าทำให้กระทบต่อ จ.เชียงใหม่ บริษัทจึงได้ลดวงเงินความคุ้มครองแผ่นดินไหวในไทยลงเหลือ 5,000 ล้านบาท จากเดิมที่คุ้มครองไม่จำกัด และจะคุ้มครองเหตุแผ่นดินไหวครั้งละ 300 ล้านบาทเท่านั้น และจะยังไม่ขึ้นเบี้ยประกันภัยแผ่นดินไหวในเร็วๆ นี้
หุ้นปิดบวก
ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงในวันทำการแรกหลังจากหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับหนี้ยุโรป แต่ในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ปรับเพิ่มขึ้นจากแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่ หลังสเปนประสบความสำเร็จในการเสนอขายพันธบัตร และความคาดหวังเชิงบวกต่อผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2555 จนกระทั่งปิดตลาดที่ระดับ 1,194.60 จุด เพิ่มขึ้น 2.15% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 18.75% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 28,344.57 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ







