
จับตารัฐเทสต๊อกข้าวหอมแก้ข้าวถุงขึ้นราคา
การออกมาประกาศของสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย ว่าผู้ผลิตข้าวสารบรรจุถุงเตรียมปรับขึ้นราคาข้าวหอมมะลิช่วงปลายเดือน เม.ย.พ.ค. ขึ้นอีกถุง (5 กก.) ละ 510 บาท หลังต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นมาก เนื่องจากผลผลิตข้าวเปลือกหอมในตลาดเหลือน้อยลงทุกที ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลที่คุมสต๊อกข้าวส่วนใหญ่ของประเทศไว้ จะตัดสินใจอย่างไรในการระบายข้าวหอมมะลิออกมา เพราะนั่นหมายถึงราคาข้าวในตลาดอาจตกต่ำ และยิ่งทำให้รัฐบาลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ใช้เงินไปแล้วเกือบแสนล้านบาท
การออกมาประกาศของสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย ว่าผู้ผลิตข้าวสารบรรจุถุงเตรียมปรับขึ้นราคาข้าวหอมมะลิช่วงปลายเดือน เม.ย.พ.ค. ขึ้นอีกถุง (5 กก.) ละ 510 บาท หลังต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นมาก เนื่องจากผลผลิตข้าวเปลือกหอมในตลาดเหลือน้อยลงทุกที ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลที่คุมสต๊อกข้าวส่วนใหญ่ของประเทศไว้ จะตัดสินใจอย่างไรในการระบายข้าวหอมมะลิออกมา เพราะนั่นหมายถึงราคาข้าวในตลาดอาจตกต่ำ และยิ่งทำให้รัฐบาลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ใช้เงินไปแล้วเกือบแสนล้านบาท
วิชัย ศรีนวกุล ประธานกลุ่มโรงสีข้าวหอมมะลิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ราคาข้าวถุงหอมมะลิจะปรับขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาลในการจัดการสต๊อกข้าวที่มีอยู่ เพราะต้องยอมรับว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาล 2554/2555 ที่รัฐบาลประกาศรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด ทำให้เกษตรกรนำข้าวเปลือกเข้าโครงการรับจำนำกับรัฐบาลมากกว่าการรับจำนำครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ซึ่งปลูกได้ปีละครั้ง คือฤดูกาลนาปี และปลูกได้เฉพาะพื้นที่จังหวัดภาคอีสาน
ทั้งนี้ ราคาจำนำข้าวหอมมะลิที่รัฐบาลประกาศรับจำนำถึงตันละ 2 หมื่นบาท มากสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้เกษตรกรนำข้าวเปลือกหอมมะลิเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก โดยผลผลิตข้าวเปลือกหอมมะลิเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 6.5 ล้านตัน ซึ่งมีเกษตรกรนำเข้าข้าวเปลือกเข้าร่วมโครงการจำนำมากถึง 3 ล้านตันข้าวเปลือก เมื่อหมดฤดูกาลนาปีทำให้ปริมาณข้าวหอมมะลิในตลาดลดลงอย่างรวดเร็ว สต๊อกข้าวหอมที่เอกชนเหลือไว้ในมือรวมกัน คาดว่ามีอยู่ประมาณ 45 แสนตันข้าวสาร สามารถใช้ผลิตได้อีก 12 เดือนเท่านั้น แนวโน้มการปรับขึ้นราคาจึงเป็นไปตามภาวะกลไกตลาด
อย่างไรก็ตาม หากไม่ต้องการให้ข้าวสารบรรจุถุงปรับขึ้นราคา รัฐบาลก็ต้องตัดสินใจว่าระบายข้าวสารหอมมะลิในสต๊อกออกมาอย่างไร และเลือกช่วงเวลาให้ถูกต้อง เพราะการระบายสต๊อกข้าวออกมาแต่ละครั้งจะส่งผลไปยังราคาตลาดข้าวหอมมะลิ หากระบายออกมามาก ราคาข้าวหอมมะลิในตลาดตกต่ำ รัฐบาลก็จะยิ่งขาดทุนจากต้นทุนที่รับจำนำมาสูงมาก ซึ่งต้นทุนรับจำนำข้าวหอมมะลิเฉลี่ยอยู่ที่ 3334 บาท/กก. แต่ราคาตลาดข้าวหอมมะลิขณะนี้อยู่ที่ 2829 บาท/กก.
ในทางกลับกัน หากรัฐบาลต้องการที่จะขาดทุนจากโครงการรับจำนำให้น้อยที่สุด รัฐบาลก็ควรเก็บสต๊อกข้าวหอมมะลิออกไปอีก เพื่อดันราคาข้าวในตลาดให้สูงขึ้น เพราะเมื่อผลผลิตมีน้อย ราคาสินค้าก็จะปรับตัวสูงขึ้น หรือจะเก็บไว้อีกสักระยะ รอให้ราคาสูงขึ้นแล้วค่อยระบายออกมา จะทำให้รัฐบาลขาดทุนน้อยลง แต่รัฐบาลก็ต้องยอมให้ราคาข้าวสารบรรจุถุงปรับตัวสูงขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามกลไกตลาด
“ตอนนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะเลือกขาดทุนมากหรือขาดทุนน้อย แต่ถึงอย่างไรก็ต้องขาดทุน เพราะต้นทุนรับจำนำข้าวหอมมะลิกำหนดไว้สูงเกินราคาตลาดมาก” นายวิชัย กล่าว
แม้ราคาข้าวถุงหอมมะลิจะปรับตัวสูงขึ้น แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบกับประชาชนมากนัก เนื่องจากข้าวหอมมะลิเป็นกลุ่มที่ขายให้คนมีกำลังซื้อ ซึ่งรัฐบาลอาจนำข้าวขาวมาขายในราคาถูก เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนแทน ส่วนข้าวหอมมะลิก็ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เพื่อลดการขาดทุนของรัฐบาล
สุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด ผู้ผลิตข้าวตราฉัตร กล่าวว่า รัฐบาลมีทางเลือกที่จะตรึงราคาข้าวถุงหอมมะลิไม่ให้ขึ้นไว้ โดยยอมระบายสต๊อกข้าวหอมมะลิที่มีอยู่กว่า 1 ล้านตันออกมา จะช่วยลดความตึงตัวในตลาดข้าวหอมมะลิ และอาจทำให้ผู้ผลิตข้าวถุงยังสามารถตรึงราคาข้าวหอมมะลิได้อยู่ โดยการระบายนั้นควรจะทยอยระบายครั้งละไม่มากแต่บ่อยครั้ง ซึ่งจะไม่กระทบต่อราคาตลาดข้าวภายในประเทศ และยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และดูแลอัตราเงินเฟ้อให้ขยายตัวไม่สูงเกินไป
สมเกียรติ มรรคยาธร นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาข้าวถุงหอมมะลิก็เป็นไปตามกลไกตลาด เมื่อวัตถุดิบราคาสูงขึ้น เอกชนจึงจำเป็นต้องปรับราคา เพราะขณะนี้เหลือสต๊อกที่มีสามารถนำมาผลิตข้าวบรรจุถุงได้ 12 เดือนเท่านั้น แต่รัฐบาลก็สามารถลดความตึงตัวดังกล่าว ด้วยการระบายหอมมะลิในสต๊อกออกมาได้ และไม่อยากให้ประชาชนกังวลมากเกินไป เนื่องจากตลาดข้าวถุงมีการแข่งขันจากผู้ประกอบการหลายราย ซึ่งการปรับขึ้นราคาคงไม่ใช่การปรับพรวดเดียวทั้งหมด เป็นการทยอยขึ้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และแม้จะขึ้นราคาจริง ก็ยังมีการจัดโปรโมชันลดราคาแข่งขันแต่ละแบรนด์อีกด้วย
“ขณะนี้ราคาข้าวสารบรรจุถุงหอมมะลิในตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ถุงละ 180-220 บาท/ถุง ซึ่งหากปรับขึ้น 5-10% ก็ไม่กระทบกับผู้บริโภคมากนัก เพราะการขึ้นราคายังไม่ชนราคาเพดานที่กรมการค้าภายในกำหนด” สมเกียรติ กล่าว
สำหรับข้าวสารบรรจุถุงในส่วนของข้าวขาวนั้น เชื่อว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคา เพราะผู้ผลิตยังสามารถหาซื้อข้าวในตลาดได้อยู่ เนื่องจากข้าวขาวปลูกได้ตลอดปี ทั้งข้าวเปลือกนาปีและข้าวเปลือกนาปรัง ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องต้นทุนมากนัก เพราะราคาตลาดของข้าวขาวขณะนี้ยังไม่ได้ปรับขึ้นไปเท่ากับราคารับจำนำข้าวขาวตามที่รัฐบาลกำหนด ทำให้แบกรับต้นทุนได้อยู่ แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับการระบายสต๊อกข้าวของรัฐบาลด้วยที่จะมีผลต่อราคาตลาดให้ขึ้นลงแรง







