posttoday
ซื้อหุ้นกู้ได้มากกว่าดอกเบี้ย (ตอน 1)

ซื้อหุ้นกู้ได้มากกว่าดอกเบี้ย (ตอน 1)

21 เมษายน 2555

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์

ในภาวะที่ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ แต่เงินเฟ้อสูงแบบนี้ คงทำให้คนที่อาศัยรายได้จากดอกเบี้ยปวดใจ โดยเฉพาะ“ผู้สูงอายุ” ที่เกษียณจากการทำงานประจำ แล้วไม่มีรายได้ประจำอย่างอื่น จึงทำให้ “หุ้นกู้” ที่ให้ดอกเบี้ยสูง (กว่าดอกเบี้ยเงินฝาก) กลายเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

นอกจากนี้ การลงทุนในหุ้นกู้ของบางบริษัทให้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ย แต่ก่อนจะไปดูว่า สิ่งที่มากกว่าดอกเบี้ย คืออะไร และน่าสนใจมากแค่ไหน ต้องไปทำความเข้าใจการลงทุนในหุ้นกู้กันก่อน โดยเฉพาะก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

หุ้นกู้ คืออะไร

หุ้นกู้เป็นตราสารหนี้ประเภทหนึ่ง อยู่ในกลุ่มเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล และตั๋วเงินคลัง เพราะไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง หรือหุ้นกู้ นักลงทุนจะมีฐานะเป็น “เจ้าหนี้” โดยหากลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและตั๋วเงินคลัง เราก็มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของรัฐบาล แต่ถ้าลงทุนในหุ้นกู้ เราก็จะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทเอกชนผู้ออกหุ้นกู้

สิ่งที่จะได้รับจากการลงทุนในหุ้นกู้ คือ ดอกเบี้ย ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ชัดเจนว่า จะจ่ายให้ปีละเท่าไร โดยดอกเบี้ยก็จะมีทั้งที่เป็นดอกเบี้ยคงที่ หรืออาจจะกำหนดเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว และถ้าเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลอายุเท่ากันแล้ว หุ้นกู้จะให้ดอกเบี้ยสูงกว่า เพราะมีความเสี่ยงสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล


ก่อนจะลงทุน

แม้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่จะซื้อหุ้นกู้จากธนาคาร หรือแม้แต่ซื้อหุ้นกู้ของธนาคาร แต่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พยายามเตือนใจนักลงทุนเอาไว้ว่า “หุ้นกู้ ไม่ใช่เงินฝาก” เพราะฉะนั้นจึงมีความเสี่ยง และ “คนขายหุ้นกู้อาจจะไม่ใช่คนออกหุ้นกู้” เพราะฉะนั้นก่อนจะตัดสินใจลงทุนอย่าลืมอ่านข้อมูลในหนังสือชี้ชวนสำหรับการเสนอขายหุ้นกู้

แต่จะมีนักลงทุนสักกี่คนที่ขอหนังสือชี้ชวนกลับมานอนอ่านก่อนจะตัดสินใจลงทุน (ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่ควรทำมากที่สุด) และที่ร้ายกว่านั้น คือ บางคนยังไม่เคยเห็นแม้แต่ส่วนที่เป็นสรุปสาระสำคัญของหุ้นกู้ที่ลงทุนไปแล้ว แต่อย่างน้อยที่สุด ขอย้ำว่า “อย่างน้อยที่สุด” ก่อนจะลงทุนหุ้นกู้ เราควรจะถามคนขายหุ้นกู้ด้วยคำถามต่อไปนี้

คำถามที่ 1 จ่ายดอกเบี้ยเท่าไร และจ่ายอย่างไร

จริงๆ แล้ว คำถามเรื่อง “ดอกเบี้ย” ไม่ใช่คำถามที่สำคัญที่สุดของการตัดสินใจซื้อหุ้นกู้ แต่เชื่อได้เลยว่า นี่จะต้องเป็นคำถามแรกในใจนักลงทุน ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร ในเมื่อสิ่งที่เราต้องการจากการลงทุนครั้งนี้ คือ ดอกเบี้ย

แต่หลังจากนี้ ขอให้เพิ่มคำถามที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยอีกหนึ่งข้อ คือ แล้วจะจ่ายอย่างไร เพราะแม้ว่า ตราสารหนี้ส่วนใหญ่จะกำหนดการจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน แต่บางบริษัทอาจจะกำหนดเงื่อนไขการจ่ายดอกเบี้ยไว้เป็นอย่างอื่น เช่น จ่ายเป็นรายปี หรือจ่ายเพียงครั้งเดียวเมื่อหุ้นกู้ครบอายุ

ขณะที่ ก.ล.ต. แนะนำให้นักลงทุนจดรายละเอียดกำหนดเวลาการจ่ายดอกเบี้ยไว้ให้ชัดเจนตั้งการจ่ายครั้งไปจนถึงครั้งสุดท้ายว่า จะจ่ายดอกเบี้ยวันไหน

นอกจากนี้ ในกรณีที่กำหนดดอกเบี้ยลอยตัว หรือกำหนดว่าจะจ่ายดอกเบี้ยอิงกับตัวแปรอื่น นักลงทุนจะต้องศึกษาเงื่อนไขการจ่ายดอกเบี้ยให้ชัดเจนว่า ตัวแปรที่นำมาอ้างอิงนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จากปัจจัยใดบ้าง และวิธีการคำนวณผลตอบแทนเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานึกเสียใจในภายหลังว่า “รู้อย่างนี้...จะไม่ซื้อเด็ดขาด”

คำถามที่ 2 ครบกำหนดเมื่อใด และคนออกหุ้นกู้มีสิทธิซื้อคืนก่อนกำหนดได้หรือไม่

สิ่งที่ทำให้หุ้นกู้ต่างจากหุ้น (หรือหุ้นสามัญ) คือ อายุของหุ้นกู้จะมีการกำหนดเอาไว้ชัดเจน ซึ่งมีตั้งแต่อายุไม่เกิน 1 ปี เรียกว่า “หุ้นกู้ระยะสั้น” ไปจนถึงอายุ 100 ปี และผู้ออกหุ้นกู้จะจ่ายเงินต้นมาให้เมื่อครบอายุ หรือครบกำหนดไถ่ถอน แล้วเท่านั้น

เพราะฉะนั้นก่อนจะลงทุนต้องถามให้แน่ใจว่า หุ้นกู้ที่เรากำลังจะซื้อนั้นอายุเท่าไร เพื่อที่จะทำให้เราประเมินได้ว่า ระยะเวลาการลงทุนกับความต้องการใช้เงินของเรามันสอดคล้องกันหรือไม่ เพราะหากเราต้องการนำเงินต้นที่ซื้อหุ้นกู้ไปใช้จ่ายอื่นๆ ในเวลา 3 ปีข้างหน้า เราก็ไม่เหมาะที่จะซื้อหุ้นกู้อายุนานกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรอจนครบอายุ เพราะเมื่อมีความต้องการขายหุ้นกู้ที่ถืออยู่ก่อนที่จะครบกำหนดก็สามารถทำได้ โดยการซื้อขายในตลาดรอง เช่นเดียวกับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

แต่อาจจะต้องทำใจไว้สักนิดว่า การนำหุ้นกู้ไปขายในตลาดรองอาจจะได้เงินคืนน้อยกว่าที่คิดไว้ และอาจจะขาดทุนก็ได้หากหุ้นกู้ที่เราถืออยู่ให้ดอกเบี้ยน้อยกว่าหุ้นกู้ที่ออกมาใหม่ ซึ่งอาจเป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยในช่วงนั้นอยู่ในขาขึ้น ทำให้หุ้นกู้ที่เราถืออยู่ไม่น่าสนใจจนต้องยอมขายลดราคาให้กับนักลงทุนที่จะมาซื้อต่อ

ในทางกลับกันเราอาจจะได้กำไรจากการขายหุ้นกู้ก็เป็นได้ หากหุ้นกู้ที่เราถืออยู่ให้ดอกเบี้ยที่ดีกว่าหุ้นที่เสนอขายในขณะนั้น หรือหุ้นกู้ของเราเป็นที่ต้องการของนักลงทุน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะดอกเบี้ยกำลังอยู่ในขาลง

นอกจากนี้ อีกหนึ่งคำถามที่เกี่ยวกับอายุหุ้นกู้ คือ ผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิที่จะขอซื้อหุ้นกู้ตัวนั้นคืนก่อนกำหนดได้หรือไม่ ซึ่ง ก.ล.ต. ระบุว่า หากผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิที่จะขอซื้อคืนก่อนกำหนด (Call Option) อาจจะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่คาดไว้ ซึ่งกลายเป็นความเสี่ยงของนักลงทุน อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้ประเภทนี้มักให้ดอกเบี้ยสูงเพื่อชดเชยความเสี่ยงดังกล่าวไว้แล้ว

คำถามที่ 3 ความน่าเชื่อถือในด้านเครดิตเป็นอย่างไร และได้เรตติ้งเท่าไร?

ถ้าเป็นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือตั๋วเงินคลัง นักลงทุนแทบจะไม่ต้องถามถึงอันดับเครดิตของรัฐบาล เพราะในทางทฤษฎีแล้วรัฐบาลมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้น้อยกว่าบริษัทเอกชน (แต่ในตอนนี้ถ้าเป็นพันธบัตรรัฐบาลของบางประเทศในทวีปยุโรปอาจจะเสี่ยงกว่าหุ้นกู้บริษัทเอกชนในประเทศเสียอีก)

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนไทย อันดับเครดิตของรัฐบาลไทยถือว่า ดีที่สุด และประเทศไทยยังเป็นหนึ่งไม่กี่ประเทศในโลกที่ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ แต่นั่นไม่ใช่สำหรับหุ้นกู้ เพราะในอดีตเคยมีบริษัทเอกชนผิดนัดชำระหนี้มาแล้ว

ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินความเสี่ยงได้ว่า หุ้นกู้ที่กำลังจะตัดสินใจลงทุนมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้มากน้อยแค่ไหน ก.ล.ต.จึงกำหนดให้ “หุ้นกู้ทุกรุ่น” ต้องบอกอันดับความเสี่ยงด้านเครดิต หรือเรียกว่า อันดับเครดิตของหุ้นกู้ (Issue Rating) เอาไว้ในหนังสือชี้ชวน

เพราะฉะนั้นคำถามที่ลืมไม่ได้เด็ดขาด คือ หุ้นกู้รุ่นนี้ได้เรตติ้งเท่าไร เพราะนอกจากแต่ละบริษัทที่ออกหุ้นกู้จะมีอันดับเครดิตที่ไม่เท่ากันแล้ว บริษัทเดิมแต่ออกหุ้นกู้รุ่นใหม่ หุ้นกู้รุ่นนั้นอาจจะได้เรตติ้งไม่เหมือนรุ่นก่อนหน้าก็ได้

สำหรับอันดับเครดิตที่จัดว่า “น่าลงทุน” คือ อันดับตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป เพราะถือว่าเป็นหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง

แต่การลงทุนหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิต BBB นั้น ก.ล.ต.แนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อตัวบริษัทให้มากเป็นพิเศษ เพราะถ้าหากเกิดปัญหาที่มีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ก็จะถูกลดอันดับเครดิตลง ซึ่งทำให้อันดับหล่นจากท้ายตารางของอันดับ “น่าลงทุน” ลงไปอยู่ที่ “หุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูง”

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่มาคู่กับอันดับเครดิต คือ แนวโน้มอันดับเครดิตในอนาคต (Rating Outlook) ซึ่งพอจะบอกได้ว่า ในอีก 12–18 เดือนข้างหน้า อันดับเครดิตมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน เป็นเชิงบวก เชิงลบ หรือมีเสถียรภาพ

เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากจะเสี่ยงมาก ต้องเลือกบริษัทที่มีอันดับเครดิตสูงๆ เพราะช่วยให้มั่นใจว่า หากเศรษฐกิจเกิดปัญหาไม่คาดคิด บริษัทเหล่านี้จะสามารถผ่านพ้นไปได้ อย่างไรก็ตาม หากเป็นตราสารหนี้ระยะสั้นๆ ที่พอจะคาดการณ์สถานการณ์ได้และโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันมีไม่มาก ก็สามารถเลือกลงทุนหุ้นกู้ที่อันดับเครดิตระดับกลางๆ ได้

เนื่องจากหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตน้อยกว่า ยิ่งต้องให้ดอกเบี้ยมากกว่า เพื่อจูงใจให้นักลงทุนยอมลงทุนเพื่อแลกกับความเสี่ยงที่มากขึ้น

ยังไม่ทันจะถามได้ครบทุกคำถาม พื้นที่หมดเสียก่อน เพราะฉะนั้นคงต้องรอมาถามกันต่อในสัปดาห์หน้า พร้อมกับคำเฉลยว่า อะไรคือสิ่งที่เราจะได้รับมากกว่าดอกเบี้ยจากการซื้อหุ้นกู้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท