
บี้รัฐทำแผนที่ภัยพิบัติ
ชี้ลดเสี่ยงน้ำท่วมแผ่นดินไหวไทยเขย่า7ริกเตอร์ปีละ15ครั้ง
ชี้ลดเสี่ยงน้ำท่วมแผ่นดินไหวไทยเขย่า7ริกเตอร์ปีละ15ครั้ง
วสท. แนะรัฐเร่งทำแผนผังพื้นที่เสี่ยงภัย หลังปัญหาอุทกภัยใหญ่แผ่นดินไหวถี่ ย้ำต้องเร่งแก้ไขกฎกระทรวงปี 2550
นายเป็นหนึ่ง วานิชชัย ประธานคณะอนุกรรมการสาขาผลกระทบจากแผ่นดินไหวและแรงลม วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับการเกิดปัญหาอุทกภัยและแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง ถึงเวลาที่ภาครัฐต้องเร่งผลักดันให้มีการจัดทำแผนผังพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ โดยจะต้องลงลึกในรายละเอียดในระดับเมืองหรือจังหวัด โดยจะต้องทำรวมกับการจัดทำผังเมืองว่าพื้นที่บริเวณใดสามารถก่อสร้างโครงการในรูปแบบใดได้บ้าง ในบางบริเวณอาจเป็นพื้นที่เสี่ยงอาจเกิดดินสไลด์ หรือเป็นพื้นที่ป่าไม่ควรจะมีการก่อสร้างอาคารหรือสร้างที่อยู่อาศัย
“ที่ผ่านมาได้เริ่มจัดทำแผนผังพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศแล้ว โดยใช้ระบบดาวเทียมในการสำรวจ แต่ควรจะต้องมีการลงลึกในระดับเมืองหรือจังหวัด เนื่องจากปัญหาภัยพิบัติมีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะแผ่นดินไหวความรุนแรงจะเกิดกับพื้นที่ในภาคเหนือและภาคตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ แต่ภาคใต้นั้นถือว่ามีโอกาสเกิดได้น้อยครั้งกว่า ซึ่งควรมีการจัดทำแผนผังพื้นที่เสี่ยงใน จ.เชียงใหม่ และเชียงราย รวมถึงหลายจังหวัดในภาคกลาง เนื่องจากที่ผ่านมามีการรุกล้ำพื้นที่เขาจำนวนมาก” นายเป็นหนึ่ง กล่าว
ด้านนายอมร พิมานมาศ ประธานคณะอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมโครงสร้างและสะพาน วสท. กล่าวว่า หากพิจารณาสถิติการเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7-7.9 ริกเตอร์ในประเทศไทยนั้น มีโอกาสเกิดขึ้นได้อย่างน้อยปีละ 15 ครั้ง และการเกิดแผ่นดินไหวมีโอกาสเกิดขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นแผ่นดินไหวไม่เกิน 56 ริกเตอร์ ส่วนใหญ่เกิดจากรอยเลื่อนจากภาคเหนือ ภาคตะวันตก ซึ่งประเทศเม็กซิโกนั้นอยู่ในเขตดินชั้นอ่อนเหมือนในกรุงเทพฯ และเคยเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 8.1 ริกเตอร์มาแล้ว ที่ทำให้ประชาชนเสียชีวิตกว่า 1 หมื่นคน เป็นเหตุการณ์ที่ควรต้องนำมาเป็นบทเรียน
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีการออกกฎกระทรวงเรื่องการรับน้ำหนักความต้านทาน ความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้อาคารที่มีความสูงเกิน 15 เมตรต้องรองรับแผ่นดินไหว ครอบคลุมพื้นที่เฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคเหนือและภาคใต้รวม 22 จังหวัด ซึ่งทั้งนี้ต้องการให้ภาครัฐแก้ไขกฎกระทรวงปี 2550 ให้ครอบคลุมอาคารที่มีความสูงต่ำกว่า 15 เมตร ขยายการควบคุมอาคารที่มีพื้นที่ดินอ่อนในอีก 14 จังหวัดในภาคกลาง และครอบคลุมไปยังภาคอีสานตอนเหนือ เป็นต้น
ขณะเดียวกันอาคารที่มีความเสี่ยงจากการเกิดแผ่นดินไหว อาจจะต้องใช้วิธีห่อหุ้มตึก หรือแรปตึกด้วยการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ แต่การใช้คาร์บอนไฟเบอร์มีราคาสูง หรือการใช้แจ็กเกต แรป หรือลวดกรงไก่มาใช้เพื่อความแข็งแรงของเสาอาคารซึ่งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 2,000 บาทต่อ เสา 1 ต้น ส่วนสะพานถือเป็นโครงสร้างสำคัญ โดยจะต้องดูแลโดยทำสายคล้อง เพื่อเสริมความแข็งแรง ที่สำคัญภาครัฐควรจะต้องมีการจัดตั้งหน่วยงานอิสระขึ้นมาเพื่อดูแลและประเมินอาคารสาธารณะ ของทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต







