posttoday
รื้อสัญญา 3จี ทรู ปปช.อย่าเป็นแค่ เสือกระดาษ

รื้อสัญญา 3จี ทรู ปปช.อย่าเป็นแค่ เสือกระดาษ

20 เมษายน 2555

 

 

ความพยายามของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในการเอาผิดกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น หลังจากเข้าวินชิงได้สิทธิใช้คลื่นความถี่ของบริษัท กสท โทรคมนาคม ถึง 14 ปีครึ่งอย่างไร้คู่แข่ง จากความสัมพันธ์แบบแนบแน่นกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ดูเหมือนจะเพิ่งสำเร็จไปเพียงขั้นเริ่มต้นจากผลสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ตั้งขึ้นโดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ที่สรุปว่าพบพิรุธใน 5 ประเด็นที่ไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะมาตรา 46 พ.ร.บ.องค์กรกำกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน

แม้จะสรุปว่าสัญญาที่ทำขึ้นไม่ปกติ แต่ไอซีทีไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ นอกจากส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ซึ่งถือเป็นความหวังสุดท้ายที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบหลังจากที่ทั้งสองหน่วยงานก็กำลังอยู่ในช่วงของการตรวจสอบเช่นเดียวกัน

ทว่า หลังการประชุมคณะอนุกรรรมการตรวจสอบสัญญา 3จี ของ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ยังไม่ได้ผลสรุปชัดเจน เนื่องจากคณะกรรมการทั้ง 7 ท่านยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน จึงให้กลับไปศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ก่อนกลับมาประชุมสรุปอีกครั้งในวันที่ 23 เม.ย. ทั้งที่ในตอนแรกดูเหมือน ป.ป.ช.จะเป็นหน่วยงานที่จริงจังและตรวจสอบในเรื่องนี้อย่างเข้มข้นมากที่สุด

สะท้อนถึงกระบวนการตรวจสอบว่า แม้จะเริ่มต้นด้วยความจริงจังแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่สามารถถูกผลักดันต่อไปจนถึงที่สุด และการตรวจสอบที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงการเอาตัวรอดของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าได้ลงมือทำแล้ว เพื่อไม่ให้ถูกเอาผิดย้อนหลังตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา คือ ละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต หากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต

เพราะหากย้อนไปดูการตรวจสอบสัญญาต่างๆ ที่ผ่านมา ไม่เคยมีการตรวจสอบใดถูกเอาผิดและได้ข้อสรุปแบบฟันธง โดยในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้เดินหน้าเอาผิดบริษัทในเครือชิน คอร์ปอเรชั่น หรืออินทัชในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส บริษัท ดิจิตอลโฟน หรือดีพีซี บริษัท ไทยคม หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีมติให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 4.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งโยงไปถึงบริษัทลูกต่างๆ

กระบวนการเอาผิดเอไอเอสได้ข้อสรุปว่า แก้ไขสัญญาไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน ส่งผลให้สัญญาแนบท้ายเกือบ 10 ฉบับที่ทำขึ้นหลังปี 2535 ผิดขั้นตอนทั้งหมด ขณะที่ไทยคมได้ข้อสรุปว่า ดาวเทียมดวงที่ 4 หรือไอพีสตาร์ ไม่ใช่ดาวเทียมสำรองของไทยคม 3 ซึ่งไม่ถูกต้องตามสัมปทาน แต่พอเปลี่ยนรัฐบาล เรื่องดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกสานต่ออีกและกลายเป็นการเอาผิดบริษัทเอกชนที่มีภาพสายสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลชุดที่แล้วแทน

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวอ้างที่เอกชนสามารถนำมาโต้แย้งได้ทุกครั้ง คือ สัญญาทางกฎหมายที่ทำขึ้นผ่านการรับรู้และลงนามโดยเจ้าหน้าที่ของภาครัฐ ซึ่งเท่ากับว่าภาครัฐมีส่วนรู้เห็นในทุกขั้นตอน ดังนั้นหากถูกตัดสินว่าผิดจนถึงขั้นยกเลิกสัญญา กระบวนการก็จะก้าวสู่การฟ้องร้อง และใช้เวลานานกว่าจะได้ข้อสรุป ซึ่งกว่าเรื่องจะเดินทางไปถึงขั้นนั้น ระหว่างทางอาจมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีก จนสุดท้ายเรื่องดังกล่าวก็เงียบลงไปเอง

สำหรับการตรวจสอบของทรูในครั้งนี้ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับหลายๆ กรณีก่อนหน้านี้ โดย ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหารกลุ่มทรู ยืนยันว่าได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายทุกฉบับที่ผลการตรวจสอบระบุว่าผิด และได้ผ่านความเห็นชอบจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวแทนของ กสทฯ แล้ว

ดังนั้น จึงไม่กังวลที่ถูกตรวจสอบอย่างหนักจากหลายหน่วยงาน และพร้อมเข้าชี้แจงต่อทุกหน่วยงานที่กำลังตรวจสอบอยู่ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่มีหน่วยงานใดเชิญบริษัทเข้าไปชี้แจง ส่งผลให้บริษัทอาจตกอยู่ในสถานะที่เป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมืองและจากมุมมองที่ต่างกันของรัฐบาลแต่ละสมัย

“เป็นเรื่องของการเมืองในช่วงเวลาหนึ่ง เหมือนกับที่เอไอเอสถูกตรวจสอบหนักเมื่อรัฐบาลชุดที่แล้ว พอมารัฐบาลชุดนี้ที่เคยตรวจสอบทรูเหมือนตอนเป็นฝ่ายค้าน ก็ดำเนินการตรวจสอบต่อ และเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ” ศุภชัย กล่าว

ไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกกังวล ทรูยังตอกย้ำความมั่นใจด้วยการเดินหน้าขยายสถานีทรูมูฟเอชที่เกิดขึ้นจากการเซ็นสัญญากับ กสทฯ เพิ่มเป็น 1.8 หมื่นสถานี ภายใต้งบประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ตามแผนที่วางไว้เดิม เพื่อให้บริการ 3จี ครอบคลุมมากขึ้น ตั้งเป้ามีฐานลูกค้าเพิ่มเป็น 4 ล้านราย จากปัจจุบันมีอยู่ 1 ล้านราย แบ่งเป็นลูกค้าใหม่ 6 แสนราย และที่โอนย้ายมาจากฮัทช์ 4 แสนราย

ภาพความมั่นใจของเอกชนที่ไม่กังวลต่อการถูกตรวจสอบ ไม่ว่าจะเอกชนรายใดและรัฐบาลสมัยใดเหมือนกระจกสะท้อนการทำงานของหน่วยงานที่กำลังทำหน้าที่ว่า

สุดท้ายแล้วผลสรุปที่ใช้เวลาการทำงานหลายเดือนนั้นสามารถต่อยอดสู่การเอาผิดขั้นสูงสุดได้จริง หรือเป็นเพียงตัวหนังสือบนกระดาษที่มีแต่ความยาวหลายสิบหน้า แต่ทำอะไรเอกชนไม่ได้ได้เลยแม้แต่น้อย

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี