
ขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศใน AEC ‘สิงคโปร์ ตอน 4’
โดย...นคร สังขรัตน์
โดย...นคร สังขรัตน์
“If I have seen further it is by standing on the shoulders of giants. ถ้าฉันสามารถมองได้ไกล นั่นก็เพราะฉันยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์” เซอร์ไอแซก นิวตัน ค.ศ. 1676
สิงคโปร์รู้ตัวดีว่าประเทศตนเองนั้นเปรียบเสมือนคนแคระ เนื่องจากเป็นเพียงประเทศเล็กๆ ไร้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นการที่จะแข่งขันกับคนอื่นได้จึงต้องอาศัยพลังสมองเท่านั้น จึงได้คิดสร้างยักษ์ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวช่วยตามไอเดียของนิวตัน ซึ่งก็คือ “เทคโนโลยี” นั่นเอง
สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก โดยทุ่มงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนาตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (ค.ศ. 2011–2015) คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านบาท เพิ่มจากแผนฉบับก่อนถึง 20% หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของงบประมาณรายจ่ายภาครัฐทีเดียว เนื่องจากรัฐบาลเชื่อว่า R&D จะเป็นกุญแจสำคัญในพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เป้าหมายการเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความรู้ (Innovationdriven Economy)
รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการ 6 ด้าน โดยจัดสรรงบประมาณ 70% ไปในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมในการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อการพาณิชย์ ผ่านกองทุน Industry Alignment Fund (IAF)
รัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างกลไกการระดมทุนให้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการแข่งขันในภาคธุรกิจ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมและสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ได้
รัฐบาลยังส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและสถาบันทางด้านการวิจัยและพัฒนาต่างๆ อาทิ มหาวิทยาลัย สถาบันและหน่วยงานวิจัย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และผสานความร่วมมือระหว่างกันในลักษณะสหสาขาวิชาชีพ โดยมีกองทุนเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนงบประมาณที่จำเป็น อาทิ การสนับสนุนห้องปฏิบัติการวิจัย เป็นต้น
รัฐบาลสิงคโปร์มองการณ์ไกลถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยส่งเสริมการวิจัยที่เน้นด้านการพาณิชย์และมุ่งเน้นความสำคัญของการส่งเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีระดับสูง เพื่อเสริมสร้างอุตสาหกรรมในรูปแบบใหม่ที่รองรับยุทธศาสตร์การพัฒนาในอนาคต หรือเป็นอุตสาหกรรมที่ช่วยต่อยอดการพัฒนานวัตกรรมหรือทรัพย์สินทางปัญญาในอนาคต โดยจัดตั้งกองทุนมาสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในลักษณะสหสาขา ผ่านการจัดสรรงบประมาณ 19% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ ยังได้จัดสรรงบประมาณอีก 6% เพื่อสนับสนุนให้นักวิจัยพัฒนางานวิจัยไปสู่การต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ผ่านการจัดตั้งสำนักงานเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยี ศูนย์นวัตกรรม และศูนย์บ่มเพาะเทคโนโลยีต่างๆ โดยหัวใจของการส่งเสริมนักวิจัยที่ต้องมีความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคู่ไปกับความรู้ทางด้านธุรกิจอยู่ที่การสร้างบรรยากาศของการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepre neurship) เพื่อนำความรู้ที่ได้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์เข้ากับโลกธุรกิจ โดยเฉพาะการผลิตสินค้าใหม่ๆ ที่มีคุณค่าเพิ่ม (Valueadded) ที่อาศัยเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสิงคโปร์ที่สูงขึ้น โดยใช้มาตรการการให้ใบอนุญาตการจัดตั้งธุรกิจใหม่ ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เป็นต้น
ประการสุดท้าย รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณส่วนที่เหลืออีก 5% ในการส่งเสริมกลุ่มที่มีทักษะระดับสูง ทั้งในกลุ่มชาวสิงคโปร์และกลุ่มชาวต่างชาติ โดยเน้นการใช้ประโยชน์จากการวิจัยและพัฒนามาพัฒนาด้านการพาณิชย์ของประเทศ นอกจากนี้ยังเน้นที่การชักจูงให้บริษัทข้ามชาติระดับโลกเข้ามาเปิดสำนักงานใหญ่/ภูมิภาคในสิงคโปร์ ซึ่งจะยังประโยชน์ให้กับชาวสิงคโปร์ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ความสำเร็จจากยุทธศาสตร์ข้างต้นเห็นได้จากในปี 2553 ที่สิงคโปร์สามารถดึงดูดบริษัทด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต่างชาติจำนวนถึง 26 ราย ทั้งจากสหรัฐอเมริกา อิสราเอล สวีเดน และจีน ให้มาลงทุนในสิงคโปร์ โดยการตั้งศูนย์วิจัยทางวิศวกรรมที่ใช้เงินลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท ใน 260 โครงการ
และในปี 2555 บริษัท ควอลคอมม์ อินคอร์ปอเรตเต็ด ได้ประกาศแผนจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบวิศวกรรมการออกแบบวงจรรวม หรือไอซี (Integrated Circuit) ในประเทศสิงคโปร์ และเดินหน้าพัฒนาสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางธุรกิจชิปเซตระดับโลก
นอกจากนี้ จากรายงานของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ในปี 2554 ที่ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ 142 ประเทศ ยังเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า สิงคโปร์ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นอย่างดี โดยพบว่าสิงคโปร์มีความสามารถในการแข่งขันด้านงบประมาณการวิจัยและพัฒนาของภาคธุรกิจอยู่ในอันดับ 10 ของโลก มีคุณภาพของการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อยู่ในอันดับ 1 มีคุณภาพของสถาบันด้านวิทยาศาสตร์อยู่ในอันดับ 12 มีความพอเพียงของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรอยู่ในอันดับ 12 มีการให้การอบรมและการให้คำปรึกษาด้านการวิจัยอย่างแพร่หลายอยู่ในอันดับ 17 พนักงานได้รับการฝึกอบรมต่อยอดอยู่ในอันดับ 4 ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมในการวิจัยและพัฒนาอยู่ในอันดับ 6 มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการลงทุนจากต่างประเทศสู่ภาคธุรกิจอยู่ในอันดับ 3 ความสามารถของธุรกิจในการดูดซับเทคโนโลยีอยู่ในอันดับ 10 ความทันสมัยของเทคโนโลยีอยู่ในอันดับ 17 ความเร็วของอินเทอร์เน็ตอยู่ในอันดับ 7 ศักยภาพด้านนวัตกรรมอยู่ในอันดับ 22 และจำนวนสิทธิบัตรต่อประชากรอยู่ในอันดับ 11
“God created everything by number, weight and measure.” (เซอร์ไอแซก นิวตัน ค.ศ. 1643–1727) หัวใจสำคัญของการพัฒนาสิงคโปร์อยู่ที่สิ่งนี้ละครับ “การพัฒนาประเทศแบบเป็นวิทยาศาสตร์”







