
TMBโชว์กำไร1,031ล.
วูบ6%จากช่วงเดียวกันปีก่อนNPLsพุ่งสูงลูกค้าใหญ่ผิดนัด
วูบ6%จากช่วงเดียวกันปีก่อนNPLsพุ่งสูงลูกค้าใหญ่ผิดนัด
TMB แบงก์แรกประกาศกำไรงวดไตรมาสแรกปี 2555 สร้างความผิดหวังให้ตลาด ทำได้เพียง 1,031.66 ล้านบาท วูบ 5.9% จากงวดเดียวกันปีก่อน
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย (TMB) เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกของปีนี้มีกำไรสุทธิ 1,031.66 ล้านบาท ลดลง 5.9% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,095.78 ล้านบาท แต่ดีขึ้น 6.5% จากไตรมาส 4 ปี 2554 และถือว่าออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดย บล.ทรีนีตี้ คาดว่าไตรมาสแรกปีนี้ TMB จะมีกำไรสุทธิ 1,261 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีผลการดำเนินงานหลักดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนต่างดอกเบี้ยรับ (NIM) เพิ่มขึ้นเป็น 2.51% จาก 2.46% ในไตรมาส 4 ปี 2554 และจาก 2.23% ในไตรมาสแรกปี 2554 ในขณะเดียวกันรายได้ของธนาคารปรับตัวขึ้นทั้งรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost To Income Ratio) ในไตรมาสนี้ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 59% เมื่อเทียบกับ 76.5% ในไตรมาส 4 ปี 2554 และ 67% ในไตรมาสแรกปี 2554 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการจัดการของธนาคารซึ่งมีพัฒนาการที่ดีมาโดยตลอด
สำหรับการขยายตัวของสินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาสแรก ธนาคารมีปริมาณเงินให้สินเชื่อเพิ่มขึ้น 0.8% โดยขึ้นมาอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2554 โดยส่วนใหญ่เป็นการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ขณะที่ปริมาณเงินฝากเพิ่มขึ้น 0.2% มาอยู่ที่ 4.53 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2554 ทั้งนี้เป็นผลจากการที่เงินฝากประจำบางส่วนครบกำหนด ในขณะที่เงินฝากในผลิตภัณฑ์ เงินออมใหม่ๆ มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ธนาคารมีการบริหารจัดการสภาพ คล่องตามนโยบายที่รอบคอบและระมัดระวัง ซึ่งในไตรมาส 1/2555 สภาพคล่องของธนาคารอยู่ในระดับสูง ด้วยส่วนสิน เชื่อต่อเงินฝากรวมและตั๋วเงินฝาก (Loan To Deposit & B/E Ratio) อยู่ที่ระดับ 87%”
สำหรับสินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคาร(NPLs)และบริษัทย่อยมีจำนวน 3.04 หมื่นล้านบาท หรือ 5.8% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจำนวน 642 ล้านบาทจากสิ้นปี 2554 เป็นผลจากการผิดนัดชำระหนี้ของลูกค้ารายใหญ่ ส่วนผลกระทบจากน้ำท่วมมีไม่มาก ซึ่งธนาคารได้มีการตั้งสำรองทั้งหมดจำนวน 1,242 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคารเพิ่มขึ้นเป็น 74% เมื่อเทียบกับ 73% ณ สิ้นปี 2554 ส่วนเงินกองทุน (CAR) อยู่ที่ 16.2% ซึ่งเป็นกองทุนชั้นที่ 1 ในสัดส่วน 11.2%







