
ธุรกิจค้าปลีกยังรุ่ง
จี้รัฐแก้ค่าจ้างกลุ่มพาร์ตไทม์กระทบหนักบริการเอสเอ็มอี
จี้รัฐแก้ค่าจ้างกลุ่มพาร์ตไทม์กระทบหนักบริการเอสเอ็มอี
สมาคมผู้ค้าปลีก มั่นใจธุรกิจค้าปลีกปี 2555 ยังโตดี 8% ตามเศรษฐกิจประเทศ ย้ำไม่มีสินค้าขอปรับขึ้นราคา
นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า คาดว่าภาพรวมธุรกิจค้า ปลีกไทยในปีนี้จะเติบโตได้ 7-8% ตามทิศทางเศรษฐกิจของประเทศที่ยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง รวมถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังขยายตัวได้ดีอยู่ ประกอบกับไม่มีปัจจัยลบทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น ส่วนราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณการขอปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด แม้ว่า ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นต่อเนื่องก็ตาม
สำหรับภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในไตรมาสแรกของปีนี้ ประเมินได้ยากว่าจะเติบโตในระดับเท่าใด เพราะผู้บริโภคบางส่วนยังมีความกังวลจากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปีก่อนอยู่ ทำให้การใช้จ่ายเงินไม่ปกติ แต่ขณะนี้กำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มกลับสู่ภาวะปกติแล้ว
นอกจากนี้ สมาคมได้ทำหนังสือถึงหอการค้าไทย เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลให้พิจารณาเรื่องค่าจ้างงาน 300 บาท สำหรับกลุ่มพนักงานที่ทำงานเป็นรายชั่วโมง (พาร์ตไทม์) เพราะผู้ประกอบการกลุ่มค้าปลีกและภาคบริการไม่สามารถจ่ายค่าจ้างให้แก่พนักงานพาร์ตไทม์เป็นรายชั่วโมงแบบเดิมได้ ต้องจ่ายรายวัน วันละ 300 บาท เช่น ต้องการจ้างพนักงานวันละ 4 ชั่วโมง แต่ไม่สามารถจะจ้างได้ เพราะต้องจ่ายค่าจ้างเป็นรายวันทั้งหมด ทำให้ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการมากจึงได้ยื่นหนังสือไปยัง หอการค้าไป แล้ว เพื่อให้นำเสนอเรื่องดังกล่าวไปยังรัฐบาลต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นผลกระทบจากการปรับค่าจ้างงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท ไม่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่มากนัก แต่กลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกรายเล็กๆ กลุ่มเอสเอ็มอีและภาคบริการจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะภาคบริการมีการใช้แรงงานสูงประมาณ 10-12 ล้านคน
นอกจากนี้ ปัจจุบันยังพบว่าภาคธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีพนักงานไม่เกิน 100 คน มีบริษัทที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ประมาณ 1.45 หมื่นกิจการ และมีอีก 2.9 ล้านบริษัท ที่ไม่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากนโยบายค่าจ้าง 300 บาท เพราะมีต้นทุนการทำธุรกิจสูงขึ้น และต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับต้นทุน







