
เปิดแผนปลุกชัพ "อีลิท การ์ด" ยากแต่ต้องทำ
กลายเป็นตำนานลักปิดลักเปิดมายาวนาน สำหรับบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด (ทีพีซี) ผู้ให้บริการบัตรไทยแลนด์ อีลิท การ์ด หรือที่คนไทยขนานนามว่า บัตรเทวดา ซึ่งตกเป็นประเด็นทางการเมืองทุกครั้ง ที่สองขั้วพรรคการเมืองใหญ่ผลัดกันเรืองอำนาจ
กลายเป็นตำนานลักปิดลักเปิดมายาวนาน สำหรับบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด (ทีพีซี) ผู้ให้บริการบัตรไทยแลนด์ อีลิท การ์ด หรือที่คนไทยขนานนามว่า บัตรเทวดา ซึ่งตกเป็นประเด็นทางการเมืองทุกครั้ง ที่สองขั้วพรรคการเมืองใหญ่ผลัดกันเรืองอำนาจ
เพราะหลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหารประเทศ มติ ครม.ในสมัยนั้น ก็ฟันธงให้บริษัท ทีพีซี ปิดกิจการ เพราะเห็นว่ามีผลการดำเนินงานที่ขาดทุนแต่เพียงอย่างเดียว แต่การยกเลิกบัตรดังกล่าวทำไม่ได้ง่ายๆ เพราะอย่าลืมว่าบัตรนี้ เริ่มต้นในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ซี่งนั่นหมายความว่า บัตรนี้คือตัวแทนของรัฐบาลไทย
ดังนั้นการยกเลิกบัตรดังกล่าวย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนกับประเทศไทยทันที เพราะบัตรนี้ถือเป็นคำเชื้อเชิญจากรัฐบาลไทย ที่มอบให้นักลงทุน เป็นแขกคนพิเศษด้านการลงทุน และรับบริการสินค้าทางการท่องเที่ยวของเมืองไทย แลกกับการลงทุนในไทย
อย่างไรก็ตาม การปิดกิจการของทีพีซี ไม่ได้ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก เพราะงบประมาณที่รัฐบาลต้องใช้ในการปิดกิจการนั้นยังไม่สามารถคำนวณเป็นตัวเงินชัดๆ ได้ เพราะไม่มีใครรู้ได้ว่า สมาชิกบัตรไทยแลนด์ อีลิท การ์ด ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2,563 ราย บัตรเป็นกลุ่มราชวงศ์ต่างๆ ถึง 11 ราย นั้นจะฟ้องร้องค่าเสียหายจากการปิดบัตรดังกล่าวเป็นจำนวนเงินเท่าใด
เมื่อเป็นเช่นนั้น ในช่วงที่ผ่านมา จึงเกิดสุญญากาศด้านบริหารจัดการกับทีพีซี นานกว่า 3 ปี โดย ชุมพล ศิลปอาชา รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ได้ลงนามในคำสั่งให้ชะลอการทำธุรกรรมต่อเนื่องทุกประเภท นับจากวันที่ 18 ก.พ. 2552 เป็นต้นมา
ล่าสุดเมื่อพรรคเพื่อไทย นำโดย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้สืบทอดนโยบายประชานิยม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้ริเริ่มโครงการบัตรไทยแลนด์ อีลิท การ์ด ในอดีต ได้กลับมาเป็นรัฐบาล จึงมีกระแสคำสั่งให้เดินหน้าบัตรไทยแลนด์ อีลิท การ์ด ต่อไป
ทำให้ ชุมพล ได้สั่งการล่าสุด ให้ทีพีซี นำผลกระทบที่จะได้รับจากการปิดกิจการมาศึกษาอย่างเร่งด่วน เพื่อสะท้อนปัญหาที่จะตามมา เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาตามหน้าที่ แต่เดาได้เลยว่า ครม.ปู ยิ่งลักษณ์ จะสั่งให้เดินหน้าต่อ และคาดว่าเดือน มิ.ย.นี้ แผนธุรกิจของบริษัททีพีซีจะเห็นหน้าเห็นหลังมากขึ้น
แหล่งข่าวจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ 100% เปิดเผยว่า ขณะนี้ฝ่ายบริหาร ทีพีซี ได้วางแผนธุรกิจ รองรับการเดินหน้าโครงการบัตรไทยแลนด์ อีลิท การ์ด ไว้ควบคู่กับแผนการปิดกิจการที่จะเสนอให้ รมว.ชุมพล พิจารณา เพื่อนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม ครม. พิจารณาตามมารยาท
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ครม.จะพิจารณาให้บริษัท ทีพีซี เดินหน้าต่อ เพราะเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ รวมถึงผู้คิดโครงการได้เห็นถึงแผนงานล่าสุด ที่ฝ่ายบริหารทีพีซีได้นำเสนอแบบลับเฉพาะให้พิจารณา ถึงความเป็นไปถึงทิศทางที่เดินหน้าต่อไปอย่างไร
สำหรับแผนธุรกิจทางทีพีซี ได้เสนอให้ ททท. ชำระค่าหุ้นส่วนที่เหลืออีก 500 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินในการที่จะดำเนินโครงการต่อ โดยงบประมาณดังกล่าวจะใช้สำหรับการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ของ ทีพีซี เพื่อแก้ไขปัญหาภาพลักษณ์เชิงลบ เพราะที่ผ่านมาบัตรดังกล่าวขาดความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ จะเสนอให้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ของสมาชิกฯ โดยกำหนดอายุสมาชิกจากเดิม ตลอดชีพ มาเป็นอายุบัตร 30 ปี พร้อมเก็บค่าธรรมเนียมรายปี และปรับปรุงเงื่อนไขการให้บริการและสิทธิประโยชน์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ ทีพีซีจะคัดกรองและแยกประเภทสมาชิกบัตรไทยแลนด์ อีลิท การ์ด โดยคัดเลือกสมาชิกที่มีคุณภาพ ศักยภาพด้านการลงทุน พร้อมเจรจาขอยกเลิกสมาชิกบัตรที่ทำผิดเงื่อนไข และมีการใช้สิทธิประโยชน์เกินจำนวนที่ตั้งไว้
“ทีพีซีเชื่อว่าจะสามารถเดินหน้าต่ออีกครั้ง ช่วงเดือน มิ.ย.นี้ สิ่งที่บอร์ดทีพีซีต้องทำอย่างเร่งด่วน คือการสรรหาตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ ให้แล้วเสร็จเร็วที่สุด เพื่อเร่งเพิ่มเติมแผนธุรกิจและดำเนินงานตามที่วางไว้” แหล่งข่าวเปิดเผย
ด้านข้อเสนอแนะ ให้โครงการสามารถเดินหน้าและสอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริง เพื่อล้างภาพลบที่คนไทยรู้สึกว่าบัตรไทยแลนด์ อีลิท การ์ด เป็นบัตรเทวดา ที่จ่ายเพียง 1 ล้านบาท แล้วประเทศไทยต้องรับใช้สมาชิกบัตรจนสิ้นอายุไข พร้อมถ่ายโอนให้กับทายาทแบบไม่มีที่สิ้นสุด
ทางบริษัทได้เสนอให้การจัดเก็บค่าธรรมเนียมสมาชิก ปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม โดยสมาชิกตลอดชีพสามารถโอนสมาชิกภาพได้ 1 ครั้ง (หลังจากที่โอนสมาชิกภาพแล้วมีกำหนด 30 ปี และค่าธรรมเนียมในการโอนปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม)
นอกจากนี้ จะกำหนดเพดานจำนวนการใช้สิทธิประโยชน์ที่บริษัทต้องรับภาระค่าใช้จ่ายตามความเหมาะสม ค่าธรรมเนียมการขายที่ให้แก่ตัวแทนจำหน่าย ไทยแลนด์ทีม พนักงานขายหน่วยงานภาครัฐและเอกชนปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมกำหนดเพดานจำนวนสมาชิกให้เหมาะสมกับการให้บริการ
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้จะดำเนินการได้อย่างราบรื่นนั้น หน่วยงานภาครัฐ/และรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง ต้องให้การสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการอย่างจริงจัง ซึ่งจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา ปัญหาเรื่องวีซ่า ส่งผลให้เกิดการสะดุดหลายครั้ง
ณ เวลานี้บัตรไทยแลนด์ อีลิท การ์ด จะเดินหน้าต่อไปอย่างไรนั้น เป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องจริงจังในการแก้ไขเยียวยา มากพอกับการหาหนทางให้ทีพีซี เลิกเป็นขุมทรัพย์ที่ผู้มีอำนาจกอบโกยผลประโยชน์เข้าหาตัว รวมถึงไม่ตกเป็นเหยื่อทางการเมืองเหมือนที่ผ่านมา







