
ยกฟ้องกบข.ขาดทุนปี2551
จำหน่ายแล้ว430จาก633คดี คาดคดีที่เหลือเสร็จสิ้นปีนี้แน่
จำหน่ายแล้ว430จาก633คดี คาดคดีที่เหลือเสร็จสิ้นปีนี้แน่
กบข. ยันศาลปกครองพิพากษายกฟ้องและจำหน่ายคดีกรณี กบข. ขาดทุนปี 2551 แล้ว 430 คดี เพราะทำตามประกาศ
น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ศาลปกครองทั่วประเทศพิพากษายกฟ้องและจำหน่ายคดีที่สมาชิกฟ้องร้อง กบข. อันเนื่องมาจากผลประกอบการขาดทุนในปี 2551 แล้ว 430 คดี จากทั้งสิ้น 633 คดี
คดีดังกล่าวถูกสมาชิกฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลางในช่วงปี 25522553 อันเนื่องจากผลประกอบการของ กบข. ขาดทุนในปี 2551
ปัจจุบัน ศาลปกครองได้มีคำสั่งยกฟ้องและจำหน่ายคดีของสมาชิกรวม 430 คดี เนื่องจากศาลวินิจฉัยแล้วเห็นว่า การลงทุนของ กบข.เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และการคำนวณผลประโยชน์จากหน่วยลงทุนของสมาชิกที่เกษียณอายุราชการในปี 2551 เป็นการตีมูลค่าตามราคาตลาด (Mark to Market) ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามประกาศของคณะกรรมการ กบข. โดยคาดว่าภายในปีนี้ศาลปกครองน่าจะมีคำพิพากษาคดีที่สมาชิกฟ้องร้อง กบข.ครบทุกคดี
ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2555 ศาลปกครองกลางพิษณุโลก ได้มีคำสั่งยกฟ้องกรณีสมาชิก กบข.กลุ่มหนึ่งยื่นฟ้อง กบข.และคณะกรรมการ กบข. กรณีผลประกอบการขาดทุนปี 2551 ทำให้สมาชิกที่เกษียณราชการในปีดังกล่าวได้รับผลประโยชน์ตอบแทนการลงทุนลดลง และแตกต่างจากสมาชิกที่เกษียณในปี 2550 และปี 2552 โดยขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกาศคณะกรรมการ กบข. เรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ของสมาชิก และหลักเกณฑ์การคิดมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนส่วนสมาชิกเป็นจำนวนหน่วยลงทุนและมูลค่าต่อหน่วย พร้อมทั้งขอให้ชดใช้เงินสินไหมทดแทนผลประโยชน์การลงทุนที่ลดลง พร้อมดอกเบี้ย
ศาลปกครองพิษณุโลกได้วินิจฉัยคดีดังกล่าวว่า กบข.คำนวณยอดเงินและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในปี 2551 ตามที่กฎหมายกำหนดโดยเป็นการคำนวณผลประโยชน์จากหน่วยลงทุนของสมาชิก ซึ่งมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) จะมีการเปลี่ยนแปลงทุกวันตามมูลค่าสินทรัพย์ในราคาตลาด (Mark to Market) ผลประโยชน์แต่ละช่วงอาจมีเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุน และภาวะเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้น ดังนั้นสมาชิก กบข.ที่เกษียณในช่วงเวลาที่ต่างกัน มูลค่าหน่วยลงทุนย่อมไม่เท่ากัน ผลประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับย่อมแตกต่างกันได้
ส่วนผลประกอบการที่ขาดทุนนั้น ศาลปกครองพิษณุโลกเห็นว่าการลงทุนมีความเสี่ยง สมาชิก กบข.ต้องยอมรับผลของความเสี่ยง ซึ่งเป็นไปได้ทั้งสองทาง คือ ได้ผลกำไรหรือขาดทุน ซึ่งผลการดำเนินการของ กบข. ตั้งแต่ปี 2540–2550 เป็นกำไรมาโดยตลอด ส่วนการขาดทุนในปี 2551 นั้น เป็นผลจากวิกฤตการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งส่งผลกระทบทั่วโลก จึงถือเป็นเหตุที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ ดังนั้นการจัดสรรผลประโยชน์จากการลงทุนเข้าบัญชีสมาชิกของ กบข. จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
น.ส.โสภาวดี ดีชี้แจงว่า วิกฤตการเงินของสหรัฐในปี 2551 ส่งผลให้การลงทุนในตราสารทุนทั่วโลกตกอยู่ในสภาวะตกต่ำอย่างต่อเนื่อง และทำให้ผลการดำเนินงานของ กบข.ติดลบอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่เมื่อภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นในปี 2552 และ 2553 ผลการดำเนินงานของ กบข.ก็ดีขึ้น โดยผลตอบแทนการลงทุนของ กบข.เฉลี่ยนับตั้งแต่ตั้งกองทุน (ปี 2540–2554) อยู่ที่ 6.97%







