
เศรษฐกิจฟื้น-สินเชื่อพุ่ง
ภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยภายหลังเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ ดูเหมือนว่าจะออกมาดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์เอาไว้
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
ภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยภายหลังเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ ดูเหมือนว่าจะออกมาดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์เอาไว้ จากเครื่องชี้วัดภาวะเศรษฐกิจต่างๆ ที่สะท้อนออกมา ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อภาพรวมของเศรษฐกิจในเดือน มี.ค. ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันมาอยู่ที่ 66.5 ขณะที่ตัวเลขการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและภาคการส่งออกก็มีการฟื้นตัวอย่างชัดเจนในเดือน ก.พ. มาอยู่ที่ลบ 3.4% และ 0.9%
สอดคล้องกับตัวเลขชี้วัดเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างการเติบโตสินเชื่อของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสแรก ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีจากความต้องการขยายการลงทุนและการบริหารสภาพคล่องหมุนเวียนระยะสั้นของภาคเอกชน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อในประเทศของภาครัฐ
ทำให้ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีโอกาสเติบโตได้ถึง 7% หากภาคธุรกิจมีการเร่งเพิ่มการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของตัวเอง ภายใต้นโยบายการเงินและการคลังที่เอื้อต่อการฟื้นตัว ขณะที่กูรูทางเศรษฐกิจหลายรายก็ออกมาฟันธงว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาใส่เกียร์เดินเครื่องได้เต็มกำลัง 100% ภายในไตรมาส 2 จากเดิมที่คาดว่าอาจต้องรอถึงไตรมาส 3 และจะเติบโตได้อย่างน้อย 5-6%
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า การเติบโตสินเชื่อทุกประเภทของธนาคารในไตรมาสแรกออกมาดีมาก โดยคาดว่าขยายตัวได้ถึง 4.5% จากเป้าหมายทั้งปีที่ 7-8% หรือเพียงแค่ไตรมาสเดียวก็เติบโตได้กว่าครึ่งของเป้าหมายทั้งปีแล้ว ทำให้การประชุมผู้ถือหุ้นที่ผ่านมา ธนาคารได้ขอที่ประชุมขยายวงเงินการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้นเป็น 3.1 แสนล้านบาท เพื่อเปิดช่องทางระดมทุนรองรับการเติบโตของสินเชื่อและแผนการขยายธุรกิจของธนาคาร
“ที่ผ่านมาธนาคารมีวงเงินออกหุ้นกู้อยู่ 2.4 แสนล้านบาท แต่เหลืออยู่เพียง 4.1 หมื่นล้านบาท จึงต้องขออนุมัติวงเงินเพิ่ม โดยในปีนี้จะทยอยออกหุ้นกู้วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่จะหมดอายุในปีนี้ และอีก 2 แสนล้านบาท จะทยอยออกเพื่อจัดการลงทุนและขยายสินเชื่อ” อภิศักดิ์ กล่าว
วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ไตรมาสแรกสินเชื่อของธนาคารมีแนวโน้มที่ดีมาก จากภาคธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วมากจากปัญหาน้ำท่วมในปลายปีก่อน จึงเชื่อว่าปีนี้ธนาคารจะขยายสินเชื่อได้เกิน 10% จากเป้าหมายสินเชื่อปีนี้ที่ตั้งไว้ 12-14% น่าจะได้ในระดับเทียบเท่าปีก่อน
โดยธนาคารได้ขอที่ประชุมผู้ถือหุ้นออกหุ้นกู้ทั่วไป วงเงิน 1 แสนล้านบาท เนื่องจากวงเงินเดิมที่เหลืออยู่ 1.5 แสนล้านบาทไม่เพียงพอ ซึ่งวงเงินใหม่นี้จะทำให้ธนาคารมีวงเงินออกหุ้นกู้เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจเพิ่มเป็น 2.5 แสนล้านบาท
“ถ้าดูการเติบโตของธุรกิจธนาคารในขณะนี้ ควรมีการหาเงินทุนมารองรับ ในอดีตเราไม่ได้ขอวงเงินในการระดมทุนจากผู้ถือหุ้นมาก เพราะอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและสินเชื่อไม่ได้เห็นชัดเหมือนขณะนี้ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเราขยายธุรกิจทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อย เอสเอ็มอี และลูกค้ารายใหญ่” วิชิต กล่าว
สุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า จากการประเมินสินเชื่อของธนาคารในไตรมาสแรก คาดว่าจะเติบโตได้ 2-3% ต่ำกว่าที่คาดการณ์เล็กน้อย เนื่องจากมีการทยอยคืนสินเชื่อจากลูกค้ารายใหญ่เข้ามาประมาณ 4,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าสินเชื่อทั้งปีจะยังเติบโตได้ตามเป้าที่ 20-30% หรือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
“แม้ว่าไตรมาสแรกจะยังไม่ดีมาก แต่เรายังเชื่อว่าสินเชื่อปีนี้จะโตแบบก้าวกระโดด จึงมีการเพิ่มทุนไป 4,800 ล้านบาท เพื่อให้กองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 15-16% ให้สามารถขยายสินเชื่อได้ตามแผน หากไม่เพิ่มทุน แบงก์สามารถขยายสินเชื่อจากกำไรในปีที่ผ่านมาได้ที่เพียง 1.2 หมื่นล้านบาท” สุภัค กล่าว
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี วิเคราะห์ว่า สินเชื่อของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 9 แห่ง (ไม่รวมธนาคารกรุงศรีอยุธยา) ในไตรมาสแรกปีนี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเติบโตขึ้น 13.8% จากปีที่ผ่านมา โดยธนาคารเกียรตินาคินจะมีการเติบโตของสินเชื่อโดดเด่นที่สุดถึง 6% จากอานิสงส์ของสินเชื่อเช่าซื้อที่เติบโตได้ดี รองลงมาเป็นธนาคารไทยพาณิชย์ ที่คาดว่าสินเชื่อจะเติบโต 4.8% จากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อบุคคล
ทั้งนี้ จึงมองว่าในไตรมาสแรกกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะมีกำไรสุทธิรวม 3.63 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 83.2% จากไตรมาสที่ผ่านมา และเติบโตขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในการสำรองหนี้และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในช่วงน้ำท่วมที่ลดลง หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย และรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิที่เพิ่มขึ้นจากปริมาณธุรกรรมที่กลับคืนสู่ภาวะปกติ
โดยคาดว่าในปีนี้กลุ่มธนาคารพาณิชย์จะมีกำไรทั้งปีที่ 1.42 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากสินเชื่อในปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 9% จากการฟื้นตัวหลังน้ำท่วมที่เป็นแรงส่งสำคัญ
บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าสินเชื่อไตรมาสแรกของกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะโตขึ้น 2.6% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่าปกติที่สินเชื่อมักจะชะลอตัวในไตรมาสแรก ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิในไตรมาสแรกที่ 3.6 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น 92% จากไตรมาสที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้น 2.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่สินเชื่อทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 13% ภายใต้สมมติฐานที่เศรษฐกิจไทยเติบโตที่ 5.2% โดยประเมินว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์จะมีกำไรสุทธิรวมในปีนี้เติบโตขึ้น 23%
ตัวเลขดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจข้างต้นที่ปรับตัวดีขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัวที่รวดเร็วของภาคเอกชนไทย และเป็นการตอกย้ำว่าเศรษฐกิจไทยมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ไม่ว่าจะได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ความรุนแรงทางการเมือง หรือการก่อวินาศภัย เศรษฐกิจไทยก็ยังสามารถฟื้นตัวและกลับมาขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจให้เอื้อต่อการฟื้นตัวในลักษณะปั๊มเงินเข้าสู่ระบบ อาจเหมาะกับสภาพเศรษฐกิจในยามที่เกิดวิกฤตรุนแรงขึ้นเท่านั้น เมื่อเศรษฐกิจกลับเข้าที่เข้าทางแล้ว หากไม่ยังไม่ยอมผ่อนคันเร่ง ในที่สุดจะนำไปสู่อาการ “โอเวอร์ฮีต” ได้ เพราะเศรษฐกิจไทยมิใช่มีความเสี่ยงเพียงผลกระทบจากปัจจัยภายในหรือภัยธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังมีผลจากปัจจัยภายนอกอย่างวิกฤตการเงินในซีกโลกตะวันตก
การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำของทั้งสหรัฐและยูโรโซนที่คาดว่าจะต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีกอย่างน้อย 2-3 ปี จะทำให้เงินไหลเข้าสู่เอเชียรวมถึงไทยด้วย ซึ่งในช่วงนี้หากเกิดข่าวร้ายขึ้นในประเทศเหล่านี้ ก็จะส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน เงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่ท้าทายเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ คือ หากเกิดภาวะสภาพคล่องเข้ามามากจนล้นขึ้นมาจะบริหารจัดการอย่างไร โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจกำลังส่อแววสดใสและเข้าสู่ยุคสินเชื่อเฟื่องฟู นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยก่อนที่ภัยจะมาเยือน







