posttoday
สำรวจแผนป้องกันและบรรเทาอุทกภัยระยะเร่งด่วนจะเอาอยู่หรือไม่

สำรวจแผนป้องกันและบรรเทาอุทกภัยระยะเร่งด่วนจะเอาอยู่หรือไม่

16 เมษายน 2555

การประกาศเข้ามานั่งขับเคลื่อนในคณะกรรมการนโยบายน้ำ และอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.)

โดย...สิทธิณี ห่วงนาค

การประกาศเข้ามานั่งขับเคลื่อนในคณะกรรมการนโยบายน้ำ และอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าหลังสงกรานต์ จะเข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง อาจกำลังเป็นการส่งสัญญาณให้รับรู้เป็นนัยได้ว่า ยิ่งลักษณ์ยังไม่วางใจต่อแนวทางและมาตรการ รวมทั้งสารพันโครงการที่ได้ทุ่มงบประมาณไปจำนวนมหาศาลไปเพื่อป้องกัน อุทกภัยโดยเฉพาะในระยะเร่งด่วนว่าจะสามารถ “เอาอยู่” ได้จริงตามแผนที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ หากปริมาณน้ำในปีนี้จะเท่ากับปี 2554 เนื่องจากอีกไม่กี่เดือนประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝนอีกครั้ง

สำหรับการดำเนินการป้องกันปัญหาอุทกภัย ตามแผนแม่บทการบริหารทรัพยากรน้ำนั้น แบ่งเป็น 1.พื้นที่ต้นน้ำ 10 จังหวัดประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน และพะเยา ซึ่งเน้นภารกิจปลูกป่า และดูแลป่าต้นน้ำ ปลูกหญ้าแฝกและสร้างฝายชะลอน้ำ ปรับเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำ จัดระบบการรายงานข้อมูล พยากรณ์ และการเตือนภัย กำหนดมาตรการเตือนภัยในช่วงระบายน้ำและกำหนดเครื่องมือบริหารจัดการน้ำ และการเตือนภัย ได้แก่ การตั้งศูนย์ข้อมูลการจัดการน้ำแห่งชาติและระบบศูนย์เตือนภัย

สำรวจแผนป้องกันและบรรเทาอุทกภัยระยะเร่งด่วนจะเอาอยู่หรือไม่

2.พื้นที่กลางน้ำตอนบน 6 จังหวัด ประกอบด้วย พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี พิจิตร กำแพงเพชร และชัยนาท จะให้ความสำคัญกับการหน่วงน้ำ เพื่อชะลอการไหลของน้ำ โดยเน้นภารกิจในการจัดหาพื้นที่แก้มลิง ทั้งที่เป็นบึงธรรมชาติและพื้นที่เกษตรกรรม การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ โดยใช้ประโยชน์บึงธรรมชาติให้เต็มศักยภาพด้วยการเชื่อมบึงด้วยคลอง เชื่อมคลองสู่คลอง เชื่อมคลองสู่แม่น้ำและข้ามลุ่มน้ำ การบริหารจัดการน้ำบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา และประตูน้ำต่างๆ เช่นซ่อมแซมประตูระบายน้ำบางโฉมศรี และประตูระบายน้ำพลเทพ

3.พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง 8 จังหวัด ประกอบด้วย สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี และนครนายก เน้นภารกิจการเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำ การกำหนดพื้นที่รับน้ำ และการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ โดยกำหนดให้จัดทำพื้นที่แก้มลิง ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติและพื้นที่เกษตรกรรม การเตรียมแผนเผชิญเหตุ และการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ การป้องกันอุทกภัยรอบพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม การปรับปรุงและบูรณะ ถนนเป็นคันกั้นน้ำไม่ให้เข้าท่วมพื้นที่นิคมและนอกนิคม และการบูรณะโบราณสถานให้สู่สภาพปกติ

4.พื้นที่ปลายน้ำ 7 จังหวัด ประกอบด้วย นนทบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครปฐม ปทุมธานี และกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด ด้วยระบบคูคลอง ระบบสูบน้ำ การปรับปรุงคันกั้นน้ำพระราชดำริ การปรับปรุงและการติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ ซึ่งให้ความสำคัญกับการเร่งบระบายให้น้ำไหลลงทะเลเร็วที่สุด และป้องกันพื้นที่เฉพาะโดยให้เร่งระบายน้ำที่อยู่นอกพื้นที่ปิดล้อม ทั้งตามแนวลำน้ำและการหลากของน้ำให้จำกัดอยู่ในพื้นที่ที่มีผลกระทบน้อย เน้นปิดล้อมพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ สังคม และการบริหารประเทศ โดยใช้แนวคันกั้นน้ำเป็นชั้นๆ และใช้ระบบคลองแนวขวางเพื่อการระบายน้ำไปทางตะวันออก และตะวันตกเป็นพื้นที่ปิดล้อม รวมทั้งซ่อมแซมปรับปรุงประตูระบายน้ำ

จากแนวทางดังกล่าว กนอช.ได้วางแนวทางป้องกันอุทกภัยในระยะเร่งด่วนไว้ในหลายมาตรการ โดยได้เน้นหลักการระบายน้ำ จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ มีการอนุมัติงบประมาณในพื้นที่ฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำเจ้าพระยารวม 161 โครงการ วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท การดำเนินโครงการพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา 88 โครงการ วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท

สำหรับการปฏิบัติตามแผนแม่บทได้มีการดำเนินการประกอบด้วย

1.การปรับระดับการกักเก็บน้ำในเขื่อนหลักคือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่จะมีผลต่ออุทกภัยภาคกลาง โดยได้ปรับเกณฑ์ปฏิบัติการ(Rule Curves) อยู่ที่ระดับต่ำ 45 % ของความจุอ่าง ต่อมามีประเด็นเรื่องความกังวลปัญหาภัยแล้ง จึงมีการปรับให้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 55 % ของความจุอ่าง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2555 อย่างไรก็ตาม การปรับเกณฑ์ดังกล่าวให้มีการบริหารตามสถานการณ์

2.ซ่อมแซมพนังกั้นน้ำ และประตูระบายน้ำที่เสียหายในปีที่ผ่านมาให้กลับสภาพปกติ โดยเฉพาะการปรับปรุงประตูระบายน้ำบางโฉมศรี งบประมาณ 500 ล้านบาท และประตูระบายน้ำพลเทพ 3.หาพื้นที่รับน้ำนองจำนวน 2 ล้านไร่ เพื่อใช้สำหรับเป็นพื้นที่รับน้ำนองประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ในกรณีปริมาณน้ำเท่ากับปี 2554 เพื่อพักน้ำก่อนทยอยระบายออกสู่ทะเล โดยกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และรวมถึงการหามาตรการชดเชยพื้นที่รับน้ำเหล่านั้นเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไประหว่างที่รัฐเช่าพื้นที่นาเป็นทุ่งรับน้ำในเวลา 3 เดือน ก.ย.พ.ย.

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดหาพื้นที่ได้ทั้งสิ้น 3.1 ล้านไร่ เนื่องจากที่ผ่านมาคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ได้แสดงความกังวลต่อพื้นที่แก้มลิง ซึ่งควรจะหาไว้ในจุดที่ไกลกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง ไม่ควรกระจุกตัวอยู่ภาคกลาง เพราะจะเสี่ยงต่อการบริหารน้ำไม่ให้ท่วมพื้นที่เศรษฐกิจใน 6 จังหวัดท้ายน้ำ ซึ่งก่อนหน้าจากทัวร์นกขมิ้น มีพื้นที่รับน้ำในพื้นที่เหนือนครสวรรค์ได้เพียง 5 แสนไร่ ทำให้ต้องการหาพื้นที่เหนือนครสวรรค์เพิ่มกรมชลประทานจึงได้เพิ่มพื้นที่เหนือนครสวรรค์ได้เพิ่มเป็น 1 ล้านไร่ โดยส่วนมากอยู่ในจ.พิจิตร พิษณุโลก ส่วนพื้นที่แก้มลิงใต้นครสวรรค์ลงมามีประมาณ 2 ล้านไร่ อย่างไรก็ตามในประเด็นนี้กนอช. ได้ให้กระทรวงเกษตรฯและกระทรวงมหาดไทยจำกัด พื้นที่แก้มลิงไม่เกิน 2 ล้านไร่ ส่วนค่าชดเชยจะยังไม่มีพิจารณา

4.การขุดลอกคูคลองสำคัญโดยเฉพาะคลองแนวตั้ง เพื่อเร่งการระบายน้ำในฝั่งเจ้าพระยาตะวันตก เช่น คลองสุนัขหอน คลองราชมนตรี 5.การขุดลอกคูคลอง และพัฒนาเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำในคลองของ กทม.และประตูระบายน้ำของ กทม. และการพัฒนาระบบการส่งน้ำให้สอดคล้องกับศักยภาพการระบายน้ำของ กทม.

6.การปรับปรุงระดับถนนให้สูงขึ้นอีก 50 เซนติเมตรในแนวคันกั้นน้ำสำคัญ เช่น ถนนรอบนิคมใน จ.พระนครศรีอยุธยา 7.การปรับปรุงแนวคันกั้นน้ำพระราชดำริใหม่ตามแนวฟลัดเวย์ ตะวันออก 8.การทำแผนการระบายน้ำ และการผันน้ำกรณีปริมาณน้ำเท่าปี 2554 กรณีการกำหนดผังน้ำเพื่อการจัดการระบายน้ำโดยใช้ปริมาณน้ำท่าของปี 2554 เป็นเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม จากมาตรการทั้งหมด ยังพบว่า กนอช. ยังเกิดความไม่วางใจว่าจะใช้รับมือกับปริมาณน้ำที่ได้มีการตั้งเป้าไว้ได้ ในที่ประชุมคณะกรรมการ กนอช.ได้มีการสั่งการให้ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา และกิจจา ผลภาษี ที่ปรึกษา กนอช.ไปร่วมกับคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ไปพิจารณากลั่นกรองโครงการที่ไม่ได้อยู่ในแผนการระยะเร่งด่วน 3 โครงการมาให้ กนอช.พิจารณา ประกอบด้วย โครงการขยายทางยกระดับถนนบรมราชชนนีจ.นครปฐม โครงการ Canal Street ถนนพุทธมณฑล สาย 4 และสาย 5 มาเพิ่มเติม

ทั้งนี้ กิจจา ผลภาษี ที่ปรึกษา กนอช.ยอมรับว่า การดำเนินการตามแผนแม่บท โดยเฉพาะในแผนป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในระยะเร่งด่วนจนถึงขณะนี้ในภาพรวมยังไม่เคยมีการนำมาประมวลผลว่าปัจจุบัน ทุกมาตรการมีการดำเนินการไปอย่างไร และในระดับใดแล้วเพื่อรายงานต่อประชาชน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการไล่ตรวจการบ้านครั้งใหญ่ โดยเชื่อว่านายกรัฐมนตรีก็น่าจะรับทราบถึงปัญหานี้เช่นกัน

ส่วนจะสามารถป้องกันได้ 100% หรือไม่นั้น ในฐานะเคยเป็นอธิบดีกรมชลประทาน ยอมรับว่าการบริหารจัดการน้ำเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ทุกฝ่ายพร้อมที่จะทำให้ดีที่สุด

หลังจากนี้คงต้องรอดูว่าผลการตรวจการบ้านที่ทุกคนจับตามองการทำงานของทุกหน่วยราชการ “จะสอบได้หรือสอบตก”

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน