
ประกันไตรมาส1คึกคัก
ธุรกิจประกันภัยไตรมาสแรกของปี 2555 ถือว่าไปได้สวย มีความเคลื่อนไหวที่สังคมให้ความสนใจมากกว่าทุกปี
โดย...วารุณี อินวันนา
ธุรกิจประกันภัยไตรมาสแรกของปี 2555 ถือว่าไปได้สวย มีความเคลื่อนไหวที่สังคมให้ความสนใจมากกว่าทุกปี โดยมีเรื่องใหญ่ๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชน ประกอบด้วย หนึ่ง การจ่ายค่าสินไหมน้ำท่วม สอง การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ สาม อัตราเบี้ยประกันภัยน้ำท่วม และสี่ ฐานะการเงินของบริษัทประกันวินาศภัย ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากน้ำท่วมหนักในช่วงปลายปี 2554
หนึ่ง การจ่ายค่าสินไหมทดแทนน้ำท่วม ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยจำนวนเงิน ณ สิ้นเดือน ก.พ. มีผู้เสียหายยื่นเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยเป็นเงิน 4.86 แสนล้านบาท โดยมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายแล้วจำนวน 1.03 แสนล้านบาท คิดเป็น 21.33% ของสินไหมรวมที่ต้องจ่าย ยังเหลือที่อยู่ระหว่างดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทน 3.82 แสนล้านบาท หรือ 78.67%
ขณะที่แยกเป็นจำนวนรายของการประกันภัยแต่ละประเภท ณ 15 มี.ค. 2555 ประกอบด้วย การประกันภัยรถยนต์ยื่นเรียกร้องค่าเสียหาย 3.94 หมื่นคัน ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว 3.57 หมื่นคันคิดเป็น 90.62% อยู่ระหว่างดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทน 3,703 คัน
การประกันภัยทรัพย์สิน-อัคคีภัยที่อยู่อาศัย ยื่นเรียกร้องค่าเสียหาย 3.24 หมื่นราย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว 2.06 หมื่นราย คิดเป็น 63.55% อยู่ระหว่างดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทน 1.18 หมื่นราย
การประกันอัคคีภัยอาคารพาณิชย์และเอสเอ็มอี ยื่นเรียกร้องค่าเสียหาย 5,912 ราย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว 3,854 ราย คิดเป็น 65.19% อยู่ระหว่างดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทน 2,058 ราย
การประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (IAR) ยื่นเรียกร้องค่าเสียหายจำนวน 8,389 ราย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว 1,865 ราย คิดเป็น 22.23% อยู่ระหว่างดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทน 6,524 ราย ส่วนการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) มีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนครบแล้ว 100%
สอง การจัดตั้ง “กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ” มีการชงเรื่องตั้งแต่ปลายปี 2554 เพราะบริษัทประกันภัยต่อตื่นตระหนกกับน้ำท่วมหนักในไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สร้างความเสียหายแก่ธุรกิจประกันภัยมากที่สุดในรอบ 60 ปีจึงปรับราคาเบี้ยประกันภัยน้ำท่วมขึ้นไป 15-20% ทำให้เจ้าของธุรกิจในไทยรับไม่ได้ และประกันต่อยังได้แยกความคุ้มครองน้ำท่วมออกจากกรมธรรม์หลัก จากเดิมที่รวมอยู่ในฉบับเดียวกัน
นักลงทุนไทยและต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นในการลงทุนในประเทศไทย บริษัทประกันภัยต่อรายใหญ่ที่มีรัฐบาลฝรั่งเศสถือหุ้นใหญ่ประกาศถอนตัวออกจากประเทศไทย และบริษัทประกันภัยต่อรายอื่นๆ ขอหยุดรับประกันภัยน้ำท่วมในไทย
ส่งผลต่อภาพลักษณ์เชิงลบต่อรัฐบาล เป็นเหตุให้ต้องออกหน้าหามาตรการสร้างความเชื่อมั่น ด้วยการผ่านแผนบริหารจัดการน้ำด้วยงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท และผ่านความเห็นชอบพระราชกำหนดว่าด้วยกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. 2555 เพื่อจัดตั้งกองทุนในการทำหน้าที่บริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ในวงเงินเริ่มต้น 5 หมื่นล้านบาท รับความเสี่ยงจากภัยน้ำท่วม ลมพายุ และแผ่นดินไหว วงเงิน 3 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ได้แต่งตั้ง พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหนึ่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เป็นประธานกรรมการกองทุน และมีกรรมการกองทุนอีก 9 คน โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการธุรกิจประกันวินาศภัยในการกำหนดเงื่อนไข “กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ” ออกมาขายให้ประชาชนเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2555 มีบริษัทประกันภัยกว่า 50 บริษัทร่วมขาย โดยเก็บไว้เอง 1% อีก 99% ส่งประกันต่อให้กับกองทุน
สำหรับอัตราเบี้ยประกันภัยแยกออกเป็น 3 กลุ่ม คุ้มครองแบบจำกัดความรับผิด โดยบ้านอยู่อาศัยคิดเบี้ย 0.5%ต่อปี คุ้มครองไม่เกิน 1 แสนบาท ธุรกิจขนาดกลางหรือย่อม (เอสเอ็มอี) ทุนประกันไม่เกิน 50 ล้านบาท คิดเบี้ยประกัน 1% ต่อปี คุ้มครองไม่เกิน 30% ของทุนประกันอัคคีภัย หรือการประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (IAR) ส่วนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีทุนประกันภัยมากกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไป คิดเบี้ย 1.25% ต่อปีคุ้มครองไม่เกิน 30% ของทุนประกันอัคคีภัย หรือ IAR
สาม อัตราเบี้ยประกันภัยน้ำท่วมหลังจากที่มีแผนบริหารจัดการน้ำด้วยงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท และการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ทำให้อัตราเบี้ยประกันภัยน้ำท่วมที่บริษัทประกันภัยต่อเคยปรับราคาสูง 15-20% เท่าในช่วงปลายปีถึงต้นปี ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ คปภ. ยืนยันว่า อัตราเบี้ยประกันภัยน้ำท่วมลดลงอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบันลงมาอยู่ที่ระดับ 3% สอดคล้องกับความเห็นของ ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันภัย ที่คาดว่าหากปีนี้ไม่มีน้ำท่วม เบี้ยประกันน้ำท่วมจะลดลงอีกในต้นปีหน้าเหลือประมาณ 1-2% จากปัจจุบันที่บริษัทประกันภัยทั่วไปขายประกันภัยน้ำท่วมที่รับเสี่ยงเองอยู่ที่ 4-5%
สี่ ฐานะการเงินบริษัทประกันวินาศภัย หลายแห่งมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนเพื่อชดเชยเงินกองทุนที่ลดต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากการจ่ายค่าสินไหมทดแทนน้ำท่วมจำนวนมาก โดยบริษัท สมโพธิ์ เจแปน (ประเทศไทย) ทำการเพิ่มทุนสำเร็จเป็นรายแรก ด้วยการเติมทุนใหม่ 2,800 ล้านบาท รวมเป็นทุนจดทะเบียน 3,100 ล้านบาท โดยผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นเป็นผู้ใส่เงินเพิ่มทุนทั้งจำนวน ทำให้สัดส่วนนักลงทุนต่างชาติเพิ่มเป็น 100% ซึ่งผ่านการอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นต่างชาติลงมาเหลือ 25% ภายใน 10 ปี
ลำดับต่อมา บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ขอเพิ่มทุนใหม่ด้วยการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนให้กับนักลงทุนเดิมและนักลงทุนเฉพาะเจาะจง และขออนุมัติจาก คปภ.ให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นในสัดส่วนเกิน 25% เป็น 49% โดยได้เงินจากการเพิ่มทุนใหม่เข้ามา 6,975 ล้านบาท รวมกับทุนเก่า 2,691 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียนรวม 9,666 ล้านบาท
ขณะที่บริษัท แอกซ่าประกันภัย ได้ขอเพิ่มทุนประมาณ 600700 ล้านบาท โดยผู้ถือหุ้นต่างชาติใส่เงินเพิ่มทุนเข้ามาทั้งจำนวน ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติเพิ่มเป็น 100% ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอนุมัติ ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะมีปัญหา
บริษัท โตเกียวมารีนศรีเมืองประกันภัย เลือกที่จะเพิ่มทุนด้วยวิธีการกู้ยืมเงินระยะยาว 10 ปี จากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น ประมาณ 2,500 ล้านบาท เนื่องจากยังไม่สามารถตกลงเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างคนไทยกับต่างชาติได้ ซึ่งกฎหมายให้นับเงินกู้ระยะยาวเป็นเงินกองทุนขั้นที่2 ได้ และต้องแปลงเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 ในภายหลัง
บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย เตรียมเพิ่มทุนใหม่อีก 103.46 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนจาก 310.39 ล้านบาท เป็น 413.85 ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญจัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 3 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ในราคา 10 บาทต่อหุ้น รวมถึงบริษัท ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จะเพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 660 ล้านบาท จากเดิมมีอยู่ 454.45 ล้านบาท เป็น 1,114.45 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 132 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 5 บาท จัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นเดิม
นอกจากนี้ ไตรมาสแรกของปี 2555 คปภ.ยังได้สั่งให้บริษัท ฟีนิกซ์ ประกันภัย (ประเทศไทย) หยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ. ซึ่งไม่ได้เป็นผลมาจากการจ่ายค่าสินไหมทดแทนน้ำท่วม แต่เป็นผลมาจากดำรงเงินกองทุนไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด และมีทรัพย์สินน้อยกว่าหนี้สิน ทั้งจัดสรรทรัพย์สินหนุนหลังไม่เพียงพอต่อหนี้สินและภาระผูกพันตามสัญญาประกันภัยไม่ส่งรายงานการดำรงเงินกองทุนและงบการเงินรายไตรมาสตามที่กฎหมายกำหนด และมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนมาก
ทั้งนี้ ไตรมาสแรกของปี 2555การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ถือเป็นพระเอกที่มีความโดดเด่นและเห็นผลเป็นรูปธรรม แต่ผลงานจะออกมาดีหรือไม่ต้องรอติดตามผลการขายกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากน้ำท่วมยังต้องติดตามกันต่อไปในไตรมาส 2 ของปี รวมถึงการเพิ่มทุนของบริษัทประกันวินาศภัยที่คาดว่าจะทยอยประกาศออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง







