
บาห์เรนเปิดรับการลงทุนจากไทย 3 ด้าน
เอกชนไทยเตรียมหอบเงินลงทุน "บาห์เรน" เล็งตั้งศูนย์คลังสินค้า-กระจายสินค้า พร้อมร่วมประมูลงานสร้างบ้านช่วยผู้มีรายได้น้อย
เอกชนไทยเตรียมหอบเงินลงทุน "บาห์เรน" เล็งตั้งศูนย์คลังสินค้า-กระจายสินค้า พร้อมร่วมประมูลงานสร้างบ้านช่วยผู้มีรายได้น้อย
นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) เปิดเผยผลการเดินทางไปเยือนราชอาณาจักรบาห์เรน เมื่อวันที่ 28 ก.พ. - 4 มี.ค.2553 ซึ่งมีกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง 2 บริษัท , กลุ่มธุรกิจสถาปนิก 4 บริษัท , กลุ่มวิศวกรที่ปรึกษา 2 บริษัท , ธนาคารของรัฐ 3 แห่งได้แก่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมเดินทางไปด้วย
ผลการเจรจาทางการค้ากับ เชค คอลิฟะห์ ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ นายกรัฐมนตรีบาห์เรน ยืนยัน ว่า พร้อมให้เอกชนไทยเข้าไปลงทุนใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การจัดตั้งศูนย์คลังสินค้าเกษตร/อาหาร และศูนย์กระจายสินค้าไทย ในประเทศบาห์เรนและประเทศกลุ่มอ่าว ซึ่งทางบาห์เรนเตรียมทำข้อตกลงในสินค้า 2 ตัว คือ ข้าว ไม่ต่ำกว่า 1-2 แสนตัน และน้ำตาล โดยจะตั้งศูนย์บริเวณท่าเรือเก่า Mina Salman ที่รองรับเรือขนาด 4 หมื่นตัน สามารถเพิ่มการค้าระหว่างไทบ บาห์เรน และสร้างงานให้กับวิศวกร สถาปนิก และกลุ่มธุรกิจก่อสร้างของไทยได้
2. การทำโครงการสร้างบ้านการเคหะให้ประชาชนชาวบาห์เรนผู้มีรายได้น้อย ราคา 3-5 ล้านบาทต่อหลัง โดยมีการตั้งเป้าหมาย 5 หมื่นหลัง มูลค่าราว 2 แสนล้านบาท เตรียมเปิดคัดเลือกเอกชนร่วมพัฒนาและก่อสร้างประมาณ 5,000 หลัง มูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนใน 2 สัปดาห์นี้ และเตรียมเปิดประมูลเพิ่มอีก 5,000 หลัง ได้ในช่วงเดือน เม.ย.นี้อีกด้วย
อย่างไรก็ดี หากไทยได้รับคัดเลือก ก็จะใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการลงทุนโรงงานผลิตปูนซีเมนต์และโรงงานผลิตโครงสร้างสำเร็จรูป รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์และวัสดุก่อสร้างอื่นๆ จากไทย เพื่อกระจายในกลุ่ม GCC 6 ประเทศ
สำหรับโครงการที่ 3 ได้แก่ การเจรจาทางด้านความร่วมมือด้านการเงินการธนาคาร กลุ่มธุรกิจธนาคารไทย ได้หารือกับธนาคารใหญ่ๆ ในบาห์เรน อาทิ National of Bahrain และ Alis Bank เพื่อขยายความร่วมมือเพื่อสนับสนุนโครงการก่อสร้างบ้านการเคหะ ซึ่งทางเอสเอ็มอีแบงก์ ธนาคารอิสลาม และธนารกรุงไทยของไทย จะมีการไปลงนามข้อตกลงการเป็นธนาคารตัวแทนระหว่างกันอีกครั้ง ทั้งนี้สองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ปริมาณการค้าระหว่างไทย บาห์เรนและประเทศในกลุ่มอ่าว ยังน้อยมาก คือมีไม่ถึง 5% ของการนำเข้าของประเทศในกลุ่มอ่าว จึงเชื่อว่ายังสามารถเพิ่มปริมาณได้อีกมาก







