
ครม.เลื่อนปรับเงินเดือนขรก.เป็น1.5หมื่น
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมาบรรดาข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐที่มีวุฒิปริญญาตรีต่างต้องอกหักผิดหวังไปตามๆ กัน
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมาบรรดาข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐที่มีวุฒิปริญญาตรีต่างต้องอกหักผิดหวังไปตามๆ กัน
หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติให้เลื่อนการปรับขึ้นเงินเดือนเป็น 1.5 หมื่นบาทออกไปเป็นปี 2557 เนื่องจากมองว่าการปรับขึ้นทันทีจะเป็นภาระค่าใช้จ่ายมากเกินไป จึงมีมติให้ปรับเงินเดือนขั้นต่ำขึ้นเป็น 13,300 บาทในวันที่ 1 ม.ค. 2556 ก่อนจะปรับเพิ่มเป็น 1.5 หมื่นบาท ในวันที่ 1 ม.ค. 2557
ขณะที่อุณหภูมิในแวดวงการเงินการคลังก็พรวดพุ่งปรี๊ดขึ้นไม่แพ้อากาศเดือน เม.ย. จากเรื่องร้อนฉ่าในสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลหลังประชุมคณะกรรมการสลากฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้บอกเลิกจ้าง สมชาติ วงศ์วัฒนศานต์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยให้เหตุผลว่า “ขาดภาวะผู้นำ” แต่คนวงในต่างฟันธงว่าสาเหตุที่แท้จริงน่าจะมาจากเรื่องการโละโควตาสลาก 4 ล้านฉบับ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกและสมาคมทหารผ่านศึกพิการ 2.6 ล้านฉบับ ซึ่งคิดเป็นผลประโยชน์มหาศาลถึงปีละ 1,200 ล้านบาทมากกว่า
เมื่อโดนเด้งฟ้าผ่า สมชาติ จึงต้องออกโรงโต้กลับทันควันว่าเป็นการสั่งย้ายที่ไม่ชอบธรรม พร้อมเตรียมฟ้องศาลเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม เนื่องจากการถูกให้ออกนี้ไม่ได้มีการพิจารณาจากผลงาน และการประเมินผลงานรอบ 3 เดือนยังไม่สรุปออกมา แต่ปัญหาโควตาสลากที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องของการเมืองล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับสำนักงานสลากฯ เลย แต่เมื่อบอร์ดสลากมีความขัดแย้งกันเองและไม่สามารถจัดการได้ จึงมาโยนเรื่องให้สำนักงานสลากฯ
นอกจากประเด็นร้อนในสำนักงานสลากฯ แล้ว การพยายามแทรกแซงจากภาคการเมืองยังลุกลามไปถึง “แบงก์วายุภักษ์” ธนาคารกรุงไทย หนึ่งในกลไกสำคัญในการตอบสนองนโยบายของภาครัฐ เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารล่าสุด มีมติแต่งตั้ง เบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมสรรพสามิต ขึ้นเป็นประธานกรรมการบริหาร แทน พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร และแต่งตั้ง ปสันน์ เทพรักษ์ อดีตกงสุลใหญ่ไทยประจำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งดูแล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ปัจจุบันเป็นเอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กรรมการอิสระ ขึ้นเป็นกรรมการบริหาร
ขณะที่คณะกรรมการอิสระ ประกอบด้วย จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด เป็นประธานกรรมการอิสระ นนทิกร กาญจนะจิตรา กรรมการอิสระ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการอิสระ และวีรภัทร ศรีไชยา ทนายความของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร
ท่ามกลางข่าวร้ายก็ยังพอมีข่าวดีอยู่บ้าง เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีโอกาสโตได้ถึง 7% จากสัญญาณการฟื้นตัวของภาคเอกชนที่ดีและเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการคลังและการเงินของภาครัฐที่เอื้อต่อการฟื้นตัว ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ธปท.ได้ดูแลแรงกดดันอัตราเงินเฟ้อได้ในระดับที่ดี และทำให้นโยบายมีช่องว่างที่จะลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงก่อนหน้า เพื่อช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ โดยไม่ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง
อย่างไรก็ตาม ธปท.เองก็เห็นพ้องว่าขณะนี้มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเข้ามากระทบเศรษฐกิจไทยคือ ความเสี่ยงจากการเมือง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปีและทำให้เศรษฐกิจไทยถอยเข้าถอยออก ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อย จะมีปัญหาในเรื่องการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันไม่ต่อเนื่องด้วย
เศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะฟื้นตัวเร็วเกินคาดส่งผลให้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดเงิน เกิดความปั่นป่วนจากภาวะเงินเยนขาดตลาด เพราะคนไทยกระเป๋าหนักแห่เดินทางไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงวันหยุดยาวกันถล่มทลาย จนทำให้เงินเยนในตลาดมีราคาสูงขึ้น โดยในกลุ่มร้านรับแลกเงินเงินเยนแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 38.25 บาทต่อ 100 เยน จาก 37.30 บาทต่อ 100 เยน และ 38.60 บาทต่อ 100 เยน สำหรับธนาคารพาณิชย์
ดัชนี SET ปรับตัวลดลง จากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,169.45 จุด ลดลง 1.10% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 9.20% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 23,868.51 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนสถาบัน และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 289.04 จุด ลดลง 0.51% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยปรับร่วงลงในวันอังคารและวันพุธ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐ ที่ออกมาน่าผิดหวัง ความกังวลเกี่ยวกับหนี้ยูโรโซน และเหตุการณ์แผ่นดินไหวในอินโดนีเซีย ท่ามกลางแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ แต่ดัชนี SET ฟื้นตัวขึ้นในวันพฤหัสบดี โดยมีแรงซื้อกลับของนักลงทุนในประเทศก่อนที่ตลาดจะปิดทำการในเทศกาลสงกรานต์







