
สมอ.นำร่องมาตรฐานอาเซียนอุตฯยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์
การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 นอกจากประเด็นเรื่องการลดภาษี การลงทุน การเคลื่อนย้ายแรงงาน หรือการนำเข้าส่งออกสินค้าแล้ว
การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 นอกจากประเด็นเรื่องการลดภาษี การลงทุน การเคลื่อนย้ายแรงงาน หรือการนำเข้าส่งออกสินค้าแล้ว
ประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการดำเนินการอีกหนึ่งเรื่อง คือ การจัดทำมาตรฐานอาเซียน หรืออาเซียนสแตนดาร์ด เพื่อให้สินค้าต่างๆ ที่ไม่ว่าจะผลิตในประเทศไหนในอาเซียนจะต้องมีมาตรฐานเดียวกันที่ได้รับการยอมรับร่วมกัน ยกระดับการผลิตสินค้าภายในอาเซียนให้เป็นที่ยอมรับจากตลาดโลก
ในส่วนของประเทศไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำมาตรฐานดังกล่าวให้สอดคล้องกับความตกลงร่วมกันกับประเทศอาเซียน โดยจะต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ร่วมกันก่อนปี 2558
ชัยยง กฤตผลชัย เลขาธิการ สมอ. กล่าวว่า มาตรฐานของไทยที่กำลังปรับปรุงอยู่ในขณะนี้จะเริ่มนำร่องใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งมาตรฐานที่จะใช้อ้างอิงจะเป็นมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกมาใช้เป็นแนวทางการจัดทำร่วมกัน
ในส่วนของมาตรฐานเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ได้ใช้มาตรฐานไออีซี หรือมาตรฐานด้านไฟฟ้า ซึ่งเป็นมาตรฐานที่จัดทำขึ้นโดยองค์การระหว่างประเทศมาเป็นมาตรฐานอ้างอิง โดยขณะนี้ขั้นตอนการจัดทำกรอบการเจรจาได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว การจัดทำมาตรฐานแล้วเสร็จอยู่ระหว่างการรอให้รัฐสภาเห็นชอบตามรัฐ ธรรมนูญมาตรา 190 ก่อนที่จะไปให้สัตยาบันร่วมกันกับประเทศสมาชิกเพื่อประกาศใช้ร่วมกัน ซึ่งมาตรฐานนี้ถือว่าดำเนินการได้เร็วที่สุด เพราะเริ่มทำมาก่อนเป็นเวลานานแล้ว
ขณะที่มาตรฐานยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ มีทั้งหมด 19 มาตรฐาน ซึ่งจากการตกลงร่วมกันในเบื้องต้นได้ใช้มาตรฐานอ้างอิงความปลอดภัยเกี่ยวกับรถยนต์ขององค์การสหประชาชาติ ที่มีมาตรฐานยูเอ็นอีซีอี (UNECE : United Nations Economic Commission for Europe) เป็นตัวอ้างอิง โดยส่วนใหญ่เน้นเรื่องชิ้นส่วนยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยเป็นหลัก เช่น กระจกนิรภัย ยางรถยนต์ เข็มขัดนิรภัย และไฟหน้า เป็นต้น ขณะที่ขั้นตอนการจัดทำอยู่ระหว่างการขออนุมัติกรอบการเจรจา โดยต้องให้รัฐสภาอนุมัติก่อนที่จะมีการเจรจาร่วมกันได้ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนปี 2558 อย่างแน่นอน
สำหรับมาตรฐานยางและผลิตภัณฑ์ยางได้ใช้มาตรฐานไอเอสโอมาเป็นมาตรฐานอ้างอิง ซึ่งขั้นตอนอยู่ระหว่างการขออนุมัติกรอบการเจรจาเช่นเดียวกัน
“หากมาตรฐานใดเข้าข่ายมาตรฐานบังคับต้องได้รับการอนุญาตก่อนที่จะนำเข้ามาในประเทศไทยได้ เหมือนขั้นตอนของการนำสินค้ามาตรฐานบังคับปกติ ซึ่งมาตรฐานส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้กติกาของอาเซียน โดยจะต้องจัดทำให้เสร็จก่อนปี 2558”
ชัยยง กล่าวว่า ผู้ผลิตสินค้าต้องปรับเปลี่ยนการผลิตให้เข้ามาตรฐานที่กำหนด หากต้องการส่งสินค้าไปในตลาดอาเซียน ซึ่งผู้ผลิตของไทยไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ เพราะผู้ส่งออกส่วนใหญ่ผลิตสินค้าได้ตามมาตรฐานสากลอยู่แล้ว จึงไม่น่าเป็นห่วง และการนำเรื่องไปเจรจา สมอ. ได้มีการจัดทำประชาพิจารณ์จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว ส่วนผู้ผลิตรายย่อย หรือเอสเอ็มอี คงต้องมีการเริ่มไปให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนมาตรฐานใหม่
ข้อดีของการจัดทำมาตรฐานที่ใช้ร่วมกันทั่วอาเซียน จะช่วยลดขั้นตอนการนำเข้าส่งออก ลดการตรวจสอบที่ซ้ำซ้อน เพราะหากสินค้าผ่านการตรวจสอบมาแล้วจะไม่มีการตรวจสอบซ้ำอีก เพราะยอมรับในมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาการขนส่งสินค้าให้สั้นลงได้
ขณะเดียวกัน เรื่องการตรวจสอบ ประเทศไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องห้องแล็บ ที่ทาง สมอ.ได้งบประมาณปี 25542555 จำนวน 200 ล้านบาท มาจัดทำปรับปรุงห้องตรวจสอบ และในปี 2556 ได้เสนอของบประมาณอีก 300 ล้านบาท มาจัดซื้ออุปกรณ์ เครื่องการตรวจสอบที่ทันสมัย รองรับการตรวจสอบตามมาตรฐานสากลได้ เพื่อให้ห้องแล็บของไทยมีความพร้อมที่จะรองรับการเปิดเสรีเออีซีได้ในปี 2558
อย่างไรก็ตาม ประเทศในอาเซียนเองก็ยังมีความพร้อมที่ไม่เท่ากัน บางประเทศอยู่ระหว่างการจัดตั้งหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐาน หรือรับรองมาตรฐาน ซึ่งเมื่อถึงเวลาประเทศที่ไม่มีความพร้อม ถ้าส่งออกสินค้าไปยังอาเซียนก็จะให้ประเทศปลายทาง หรือประเทศผู้มีความพร้อมเป็นผู้ตรวจสอบ หรืออาจส่งพนักงานไปตรวจสอบให้ที่แหล่งผลิตก่อนส่งสินค้ามาก็ได้
ในอนาคตจะมีการเจรจาทยอยจัดทำมาตรฐานอาเซียนในหลายกลุ่มสินค้ามากขึ้น ซึ่งในส่วนไหนที่ไทยมีความพร้อมก่อนก็จะเสนอเข้าไป เช่น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ไม้ สิ่งทอ เป็นต้น
ศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ผู้ผลิตยานยนต์ของไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว เพราะผลิตได้มาตรฐานสากลมาตลอด ซึ่งเมื่ออาเซียนรวมใช้มาตรฐานเดียวกันจะส่งผลให้การค้าขายง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องมีการตรวจสอบหลายครั้ง แต่ขณะนี้หลายประเทศยังใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันอยู่ เช่น มาตรฐานไอเสีย ที่ขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำมัน ที่ปัจจุบันไทยใช้น้ำมันคุณภาพสูง คือ น้ำมันยูโร 4 แต่บางประเทศยังใช้น้ำมันคุณภาพต่ำกว่าอยู่
ในขั้นต้นมาตรฐานที่นำเสนอมาอาจจะแตกต่างกันไม่มากนัก แต่หากเริ่มกำหนดมากขึ้น หรือเริ่มมีการกำหนดมาตรฐานที่ไทยไม่เคยทำมาก่อนก็อาจจะทำให้ผู้ผลิตไทยต้องปรับตัว หรือปรับปรุงการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐาน ดังนั้นผู้ผลิตสินค้าไทยที่ต้องการส่งสินค้าไปยังอาเซียนต้องติดตามข่าวสารความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดว่าจะมีการกำหนดใช้มาตรฐานใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาหรือไม่







