posttoday
ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเออีซี (ตอน 2 : สิงคโปร์)

ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเออีซี (ตอน 2 : สิงคโปร์)

12 เมษายน 2555

โดย...นคร สังขรัตน์

โดย...นคร สังขรัตน์

ได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเกี่ยวกับ “ทุนสิงคโปร์ยกทัพใหญ่เข้าพม่า ดูลู่ทางปักธงธุรกิจ” เนื้อข่าวกล่าวถึงนายกรัฐมนตรีลีเซียนลูงแห่งสิงคโปร์ นำคณะตัวแทนภาคเอกชนจาก 70 บริษัทในสิงคโปร์รวม 115 คน ไปเยือนพม่า โดยประธานาธิบดีเต็งเส่งของพม่าโปรยยาหอมว่าจะยึดแนวทางความสำเร็จของสิงคโปร์เป็นแบบอย่างพัฒนาประเทศ

อ่านแล้วผมเกิดคำถามขึ้นในใจ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศสิงคโปร์ ที่ประเทศใหม่ที่เป็นเกาะเล็กนิดเดียว ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ และเพิ่งประกาศเอกราชเมื่อปี 2508 ซึ่งจะมีอายุครบ 50 ปี พร้อมๆ กับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ถึงได้สามารถสร้างบ้านเมืองได้อย่างยิ่งใหญ่ มีศักยภาพแข่งขันกับอารยประเทศในโลกตะวันตกได้อย่างทัดเทียม แถมยังสามารถเก็บเกี่ยวโอกาสที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้

สิงคโปร์สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยใช้เวลาไม่ถึง 50 ปี สู่ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับ 2 ของโลก มีที่มาจากหลายปัจจัยด้วยกัน

ประการแรก คือ “มีผู้นำที่แข็งแกร่ง (Leadership)” คุณูปการที่สิงคโปร์เติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดมาได้อย่างในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ “ลีกวนยิว” นายกรัฐมนตรีคนแรก ที่มีทั้งวิสัยทัศน์ มีความสามารถ และความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวในการบริหารประเทศ

ลีกวนยิวเห็นความสำคัญของการสร้างภาวะผู้นำให้เกิดขึ้นในทุกระดับในสิงคโปร์ “เขาเชื่อในเรื่องนำคนดีมาดำรงตำแหน่ง ถึงแม้ระบบจะไม่ดี หรือห่วยสุดๆ” เพราะคนดีเมื่อมาดำรงอยู่สามารถสร้างระบบที่ดีได้ แต่ถ้าระบบที่ดีแต่เอาคนไม่ดีมาดำรงตำแหน่ง ระบบก็จะพังและพินาศไป สิ่งแรกที่ลีกวนยิวทำคือการปรับทัศนคติใหม่ให้กับคนในชาติ ปลูกฝังความคิดและความเชื่อให้กับประชาชน เพื่อให้ชาวสิงคโปร์เชื่อในเรื่องที่เขาจะนำประเทศสิงคโปร์ก้าวไปสู่ประเทศที่เจริญและศิวิไลซ์

ประการที่สอง คือ “การลงทุนด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” เพราะสิงคโปร์รู้ดีว่าตัวเองไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดที่จะแข่งขันกับประเทศอื่นๆ จึงลงทุนพัฒนาคนอย่างจริงจัง เพราะเป็นทรัพยากรเดียวที่มี เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันให้เกิดขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลลงทุนจ้างผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์ชั้นนำจากทั่วโลกมาสอนนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เพื่อให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างเต็มที่ โดยหวังว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว สามารถทำงานได้ทั่วโลก

กลายเป็นว่านโยบายดังกล่าวมีประสิทธิผลมาก เพราะในอดีตชาวสิงคโปร์ต้องทำงานเป็นเพียง “ลูกจ้าง” ให้กับบรรษัทข้ามชาติตะวันตก แต่กลับกันในปัจจุบันที่บรรษัทขนาดใหญ่ของสิงคโปร์สามารถว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาจากต่างประเทศให้เข้ามาทำงานตามความต้องการของ “นายจ้าง” ชาวสิงคโปร์ได้โดยสถาบันระหว่างประเทศต่างพากันจัดอันดับให้ “กำลังคน” ของสิงคโปร์มีผลิตภาพ (Productivity) เทียบเท่ากับคนในสหรัฐและประเทศพัฒนาอื่นๆ และมีบางสำนักยกย่องให้เป็นกลุ่มคนที่ดีที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกด้วยซ้ำ

ประการที่สาม “การพัฒนาประเทศอย่างมียุทธศาสตร์” สิงคโปร์เริ่มพัฒนาประเทศด้วยการตั้งเป้าหมายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NIC) เช่นเดียวกับฮ่องกง ไต้หวันและเกาหลีใต้ โดยดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกก่อนประเทศอื่นๆ ในอาเซียน จากนั้นสิงคโปร์ได้ปรับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการลงทุน ซึ่งอาศัยนโยบายหลักในการสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ทักษะแรงงานมีฝีมือ รวมถึงปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยต่อการค้าและการลงทุน ไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากนวัตกรรม โดยให้ความสำคัญกับระบบการสร้างนวัตกรรมที่จูงใจนโยบายการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพ การทุ่มเทงบวิจัยและพัฒนาในทุกภาคส่วน การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาควิชาการในการวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมการแข่งขันทางธุรกิจ การสร้างผู้ประกอบการที่มุ่งเน้นพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมยกระดับความรู้ความเข้าใจผู้บริโภคให้เห็นความสำคัญของคุณภาพของสินค้ามากกว่าราคา

การพัฒนาประเทศอย่างมียุทธศาสตร์ยังรวมถึงการพัฒนาให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางด้านการค้าที่สำคัญ ได้แก่ ศูนย์กลางสู่เอเชียแปซิฟิก ศูนย์กลางการค้า/บริการของภูมิภาค ศูนย์กลางการเดินเรือพาณิชย์ศูนย์กลางการเงินของภูมิภาค ศูนย์กลางการบินพาณิชย์ ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสีย ศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีชีวภาพของโลก เป็นต้น

นอกจากนี้ ปัจจุบันสิงคโปร์ได้ประกาศนโยบายยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศมีเป้าหมายที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวไปสู่ “การเป็นประเทศศูนย์กลางของเอเชียที่เป็นผู้นำในระดับโลก (A leading global city in the heart of Asia)”

ผมอยากให้ประเทศไทยถอดบทเรียนจากการพัฒนาประเทศของสิงคโปร์ แล้วประกาศเป็นวาระแห่งชาติดังๆ ไปเลย ว่าเราจะเอาสิงคโปร์เป็นต้นแบบในการพัฒนาประเทศเหมือนกับพม่า!!!??? อย่าตกใจนะครับ เพราะมันเป็นเรื่องจริง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท