posttoday
กลุ่มอาหาร สถิติมีไว้ทำลาย

กลุ่มอาหาร สถิติมีไว้ทำลาย

08 มีนาคม 2553

บริษัทจดทะเบียนกลุ่มอาหาร ต่างทำลายสถิติผลประกอบการในปี 2552 สวนทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

บริษัทจดทะเบียนกลุ่มอาหาร ต่างทำลายสถิติผลประกอบการในปี 2552 สวนทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

ผลประกอบการของบริษัทผู้ประกอบการกลุ่มอาหารของไทยในปี 2552 เข้าตำรา...สถิติมีไว้ทำลาย ทั้งบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมครบวงจร และบริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารทะเลแช่แข็ง โดยเฉพาะปลาทูน่า

เจริญโภคภัณฑ์อาหาร กำไรเหนือหมื่นล้านต่อ...

CPF ภายใต้การบริหารของ “อดิเรก ศรีประทักษ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร ได้ทำกำไรเหนือระดับหมื่นล้านบาทเป็น 10,190 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 226% จากปี 2551 ผลจากอัตรากำไรที่ขยายตัว และการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้า ซึ่งนับเป็นปีแรกในรอบหลายปีที่ธุรกิจทั้งหมดของบริษัทมีกำไร ขณะที่สินค้าสำเร็จรูปมีสัดส่วนกำไรที่สูงขึ้นมาก

“อดิเรก” ยังมีมุมมองเป็นบวกว่าเป้าหมายยอดขายและกำไรสุทธิจะเติบโตจากเดิมอีกไม่น้อยกว่า 10% ในปีนี้ จากการขยายสัดส่วนยอดขายอาหารสำเร็จรูปจากปี 2552 ที่ 20% ของยอดขาย 1.65 แสนล้านบาท เพิ่มรายได้เป็น 22% โดยบริษัทจะเพิ่มช่องทางขายผ่านซีพี เฟรชมาร์ท ที่เพิ่มขึ้นเป็น 800-900 จุด จาก 500 กว่าจุด ไก่ย่างห้าดาวเป็น 3,000 กว่าจุด ขยายร้านข้าวมันไก่ 300 จุด จากปัจจุบัน 60 จุด และมีเครือข่ายบะหมี่เกี๊ยว เป็น 3,000 จุด ใน 5 ปีข้างหน้า นอกจากนั้นยังส่งออกสินค้าไปขาย 20 ประเทศทั่วโลก

นอกจากนั้น จะเพิ่มยอดขายจากต่างประเทศเป็น 36-37% จากปี 2552 ที่มียอดขายจากต่างประเทศ 34%

“อนาคตเราตั้งเป้าหมายจะมีกำไรจากการส่งออกมากกว่ากำไรจากธุรกิจในประเทศ โดยล่าสุดบริษัทเพิ่งอนุมัติให้ลงทุนเพิ่มในเคนยาและแทนซาเนีย ในทวีปแอฟริกาที่มีศักยภาพสูงในการลงทุนดำเนินธุรกิจอาหารสัตว์และการเลี้ยงสัตว์ เพราะราคาเนื้อสัตว์ในประเทศแพงมาก และยังเป็นประเทศท่องเที่ยว ซึ่งเชื่อว่ากิจการในทั้งสองประเทศนี้จะทำให้บริษัทมีการเติบโตได้”

ปี 2553 CPF ตั้งงบลงทุน 6,000 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2552 ที่ลงทุน 5,000 ล้านบาท และเป็นการลงทุนทั้งในและนอกประเทศในสัดส่วนเท่ากัน โดยปีนี้เพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 22-23% จากปีก่อน 19%

ความสำเร็จของ CPF ในปี 2552 เกิดจาก

ประการแรก การปรับโครงสร้างธุรกิจที่เน้นอาหารสำเร็จรูป แบรนด์ซีพี ที่ได้อัตรากำไรดี

ประการที่สอง มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องขยายธุรกิจจากในประเทศสู่ต่างประเทศ ล่าสุดขยายการลงทุนไปรัสเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย และตุรกี

ประการที่สาม มีการขยายธุรกิจสัตว์น้ำทั้งกุ้งและปลาที่ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องการกีดกันทางการค้า เพราะผลิตในเขตร้อนขายประเทศในเขตหนาว เทียบไก่และหมู ที่ถูกกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศมากที่สุด โดยปีนี้บริษัทเพิ่มการส่งออกกุ้งจาก 3.4 หมื่นตัน เป็น 5.2 หมื่นตัน

“ปีก่อนเราพัฒนาสายพันธุ์ลูกกุ้ง เพาะลูกกุ้ง จากอดีต 60 ตัว ใช้เวลาเลี้ยง 120 วัน เหลือเพียง 80 วัน และมีโอกาสรอดสูง สร้างกำไรให้มากขึ้นได้”

ประการที่สี่ มีการลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

ประการที่ห้า มีทีมงานติดตามความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ

ประการที่หก ทีมงานที่มีประสิทธิภาพ

ประการที่เจ็ด คุณภาพอาหาร ที่ตรวจสอบย้อนหลังได้เพราะบริษัทดำเนินธุรกิจอย่างครบวงจร

สิ้นปี 2552 CPF จ่ายปันผล 0.73 บาท

นักวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เชื่อว่าแนวโน้มผลประกอบการครึ่งแรกปีนี้ของ CPF ยังเติบโตต่อเนื่อง จากประการแรก ธุรกิจกุ้งที่ได้รับอานิสงส์จากปัญหาโรคกุ้งในอินโดนีเซียและอากาศหนาวในจีน ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตกุ้งลดลง ประการที่สอง ธุรกิจอาหารที่มีอัตรากำไรสูงที่มีการขยายตัวต่อเนื่อง

ประการที่สาม วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีการสต๊อกไว้ที่ราคาต่ำจนถึงกลางปี ประการที่สี่ ราคาเนื้อสัตว์ยังสูง โดยปัจจุบันราคาหมูและไก่สูงถึงกิโลกรัมละ 63 บาท และ 44 บาท ตามลำดับ ประการที่ห้า ธุรกิจต่างประเทศมีศักยภาพเติบโตดี โดยธุรกิจสัตว์บกที่รัสเซียคาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ธุรกิจไก่ที่ไต้หวันจะรับรู้รายได้เต็มปี (ปีก่อนรับรู้เพียงไตรมาสเดียว)

อย่างไรก็ตาม ประมาณการข้างต้นมีสมมติฐานว่าราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นในครึ่งปีหลังส่งผลให้ผลประกอบการชะลอตัวแต่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยคาดว่ากำไรปีนี้ของ CPF อยู่ที่ 8,707 ล้านบาท หรือ 1.24 บาทต่อหุ้น ซึ่งต่ำกว่าที่ “อดิเรก” ตั้งเป้าหมายไว้

สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ประเมินว่า กำไรสุทธิปีนี้ของบริษัทจะอยู่ที่ 7,600 ล้านบาท ลดลง 26% จากปี 2552 และแนะนำให้ถือรอเงินปันผลที่บริษัทประกาศจ่าย 0.50 บาท ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 29 เม.ย. 2553 และให้ราคาที่เหมาะสมหุ้นละ 10 บาท

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ 11 แห่งยังคงแนะนำให้ซื้อหุ้นนี้ โดยให้ราคาเป้าหมาย 12.10-15.50 บาท

ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ สถิติกำไรสูงสุดของบริษัท

บริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) ภายใต้การบริหารงานของ “ธีรพงศ์ จันศิริ” ประธานกรรมการบริหาร ผลประกอบการปี 2552 สถิติสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบ 20 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมาที่กำไรสุทธิ 3,344 ล้านบาท เติบโต 52% จากปี 2551 หากไม่รวมรายการพิเศษคือค่าใช้จ่ายในการหยุดดำเนินงานที่เกาะซามัว (17 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 568 ล้านบาท) และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 352 ล้านบาท กำไรของ TUF จะสูงถึง 3,661 ล้านบาท หรือ 4.14 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 61% จากกำไรปกติปี 2551

อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มสูงสุดในรอบ 5 ปี จาก 12.7% ปี 2551 เป็น 15.1% เป็นผลมาจาก

ประการแรก สต๊อกทูน่าที่ราคาต่ำในเดือน ธ.ค. 2551-เม.ย. 2552

ประการที่สอง ส่งออกกุ้งไปญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น

ประการที่สาม โครงสร้างสินค้ากุ้งและอาหารทะเลจะมีสินค้าพร้อมปรุงและพร้อมรับประทานเพิ่มขึ้น

ประการที่สี่ โรงงานสงขลาแคนนิ่งปรับกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

“ธีรพงศ์” ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ปีนี้ตั้งเป้ายอดขายในรูปเงินเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้น 12% จากปี 2552 ที่ยอดขายไม่เติบโต และคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโต 15-20% จากปี 2551  เนื่องมาจากค่าใช้จ่ายปิดโรงงานที่จ่ายไปเมื่อปี 2552 เป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียว จะไม่เกิดขึ้นในปีนี้อีก ทำให้ปีนี้เป็นปีที่ดีอีกปีหนึ่งของผลประกอบการบริษัท

ทั้งนี้ จะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ในระดับที่ 14-16% ตั้งเป้าอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 10% อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นสูงไม่ต่ำกว่า 20%

นอกจากนั้น ยังคงเป้าหมาย 4 ปีข้างหน้า (2552-2555) จะมียอดขายในรูปเงินเหรียญสหรัฐแตะ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ได้มีการซื้อที่ดิน 270 ไร่ เพื่อขยายงานในประเทศในช่วง 4 ปีข้างหน้า โดยมีงบประมาณลงทุนปีนี้ 1,200 ล้านบาท เพื่อสร้างห้องเย็นใหม่ ทั้งนี้การลงทุนดังกล่าวอยู่ภายใต้เป้าหมายสัดส่วนหนี้สินต่อทุนไม่เกิน 1 เท่า

บล.พัฒนสิน ให้ TUF เป็นหุ้นที่แนะนำลงทุนสูงสุดในกลุ่มเกษตรและอาหาร เพราะประการแรก แนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจปี 2553 ของสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ของอาหารแปรรูปทั้งกุ้งแปรรูปและทูน่ากระป๋อง ที่จะทำให้มีความต้องการนำเข้าอาหารแปรรูปจากไทยมากขึ้น

ประการที่สอง แนวโน้มการปรับโครงสร้างสินค้าของ TUF เข้าหากลุ่มสินค้าพร้อมปรุง พร้อมรับประทาน ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยความร่วมมือกับภัตตาคารและกลุ่มค้าปลีกในสหรัฐ

ประการที่สาม การย้ายโรงงานปลาทูน่าของ ซิคเก้น ออฟ เดอะ ซีส์ (COSI) ไปยังสหรัฐ ทำให้มีอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น และใช้เงินทุนหมุนเวียนน้อยลง ทำให้สามารถหาโอกาสลงทุนใหม่ในอนาคต

บล.ฟิลลิป ประมาณการว่า ปี 2553 TUF จะมียอดขายกลับมาขยายตัวเพราะเศรษฐกิจฟื้น โดยสินค้าที่จะผลักดัน คือ ซาร์ดีน กุ้ง ปลาหมึก และการขายในประเทศ โดยคาดว่ายอดขายสกุลเหรียญสหรัฐจะเพิ่มขึ้น 10% คิดเป็นเงินบาทเพิ่มขึ้น 6% (ค่าเงินบาท 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ) โดยคาดว่าอัตรากำไรจะมีเสถียรภาพมากขึ้นจากนโยบายการขายที่เน้นสินค้ามูลค่าเพิ่ม นอกจากนั้นยังคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโต 7%

นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรีอยุธยา มีมุมมองเป็นบวกต่อหุ้นนี้จากการเปิดโรงงานใหม่ในสหรัฐที่ช่วยลดต้นทุน รวมถึงขยายตลาดผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มที่จะเพิ่มยอดขายและกำไรต่อหน่วย

นอกจากนั้นยังประมาณการยอดขายสกุลเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 10% และตั้งสมมติฐานกำไรขั้นต้นที่ 15.48%

ทั้งนี้ คาดว่าไตรมาสแรกปีนี้ผลการดำเนินงานมีโอกาสเติบโต เนื่องจาก ทิศทางราคาผลิตภัณฑ์อยู่ในช่วงขาขึ้น ช่วงไตรมาส 4 ปี 2552 มีการบันทึกค่าใช้จ่ายปิดโรงงานและงานใหม่ช่วยประหยัดต้นทุน แต่มีความเสี่ยงจากโรงงานแห่งใหม่ที่เปิดไตรมาสนี้ทำให้ประมาณการผลิตยังไม่ชัดเจน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท