
ซีพีแนะรายย่อยรวมกล่มตีตลาดอาเซียน
อีก 3 ปี ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่เวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ยักษ์ใหญ่อย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงออกโรงกระทุ้งให้ผู้ประกอบการไทยตื่นตัวกันให้มาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก รายน้อย ต้องเกาะติดสถานการณ์ให้ดี เพราะระดับการแข่งขันในทางธุรกิจเดือดแน่นอน หากมัวแต่นอนรอโอกาส หรือตั้งตารับรอความช่วยเหลือ มีสิทธิเจ๊งกันได้ง่ายๆ
อีก 3 ปี ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่เวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ยักษ์ใหญ่อย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงออกโรงกระทุ้งให้ผู้ประกอบการไทยตื่นตัวกันให้มาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก รายน้อย ต้องเกาะติดสถานการณ์ให้ดี เพราะระดับการแข่งขันในทางธุรกิจเดือดแน่นอน หากมัวแต่นอนรอโอกาส หรือตั้งตารับรอความช่วยเหลือ มีสิทธิเจ๊งกันได้ง่ายๆ
อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวถึงการเตรียมพร้อมก้าวสู่เออีซี ว่าหลังเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 กลุ่มที่คงต้องจับตาดูเป็นพิเศษ คือ กลุ่มอาหารและสินค้าเกษตร เพราะเป็นสินค้าอ่อนไหว เนื่องจากมีแหล่งวัตถุดิบเหมือนกัน ทำให้เกิดการแข่งขันกันเอง หากผู้ประกอบการไทยสามารถรวมตัวกันได้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาการถูกกีดกันทางการค้า แถมยังจะทำให้มีอำนาจเจรจาต่อรองทางการค้าได้ด้วย
นอกจากนี้ ยังมองว่าอีก 50 ปีข้างหน้า ความต้องการอาหารของโลกจะมีมากขึ้นตามจำนวนประชากรโลก ที่จะเพิ่มขึ้นจาก 6,000 ล้านคน เป็น 9,000 ล้านคน
อนาคตจะส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร ทำให้ราคาอาหารมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของกลุ่มประเทศอาเซียนที่จะกลายเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้เป็นครัวของโลกเพื่อป้อนสู่ตลาดโลก
ฉะนั้น การรวมตัวกันด้วยการนำสินค้าของแต่ละประเทศที่มีความพร้อม มีศักยภาพแข็งแกร่งในการแข่งขันมาทำตลาดร่วมกัน จะช่วยสร้างอำนาจต่อรองและแข่งขันกับตลาดนอกภูมิภาคได้อย่างไม่เสียเปรียบ
แน่นอนว่า เมื่อรวมกลุ่มกันก็ควรจะทำให้มีมาตรฐานเดียวกันทั้งสินค้าและบริการ ซึ่งไทยได้เปรียบในแง่ของธุรกิจกลุ่มโรงพยาบาล สปา โรงแรม และธุรกิจอาหาร เพราะมีความพร้อม สามารถรับมือกับการเปิดเสรีได้เร็วกว่าธุรกิจประเภทอื่น ดูได้จากสถานะปัจจุบันก็แข่งได้เป็นอย่างดี ทั้งตลาดในอาเซียนและตลาดนอกภูมิภาค
อาชว์ กล่าวด้วยว่า การรวมกลุ่มกันสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก หรือที่เรียกว่า คลัสเตอร์ ควรมีเอกชนรายใหญ่ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพแข็งแกร่งช่วยเป็นแกนนำให้ ในลักษณะของการเป็นพี่เลี้ยง ช่วยพาออกไปทำตลาดนอกประเทศ เพราะมองว่าการเปิดเสรีเออีซีเป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ไม่ใช่แค่การรุกหรือย้ายฐานการลงทุนเข้าไปประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น เพราะต้องไม่ลืมว่านอกจากเกิดการเคลื่อนย้ายทุนแล้ว ยังมีการเคลื่อนย้ายแรงงานด้วย
ปิยะนุช มาลากุล ณ อยุธยา รองกรรมการผู้จัดการ สำนักงานกฎระเบียบการค้า เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังทำวิจัยว่า ประเทศไทยควรจะมีกฎหมายเกี่ยวกับกฎระเบียบการกำหนดกฎเกณฑ์ในการกำกับธุรกิจหรือไม่ หากมีแล้วจะเป็นประโยชน์หรืออุปสรรคต่อธุรกิจใดบ้าง เพราะการจะให้ผู้ประกอบการต่างด้าวเข้ามาลงทุนในประเทศไทยนั้น ต้องดูข้อกฎหมายและระเบียบให้ดี เพราะธุรกิจของไทยบางตัวยังไม่พร้อมที่เปิดให้แข่งขัน
ในอนาคตอาจจะต้องมีการแก้กฎหมายประกอบธุรกิจต่างด้าวด้วย ซึ่งหลังจากนี้ภาคเอกชนคงต้องไปหารือกันเองและทำประชาพิจารณ์อีกครั้ง ว่าควรแก้กฎหมายหรือไม่ อย่างไร
“เอสเอ็มอีไทยหลายรายที่ยังมีเทคโนโลยีและเงินทุนสู้ต่างชาติไม่ได้ การเปิดเสรีจึงเป็นเหมือนดาบสองคม รัฐบาลควรมีนโยบายที่ชัดเจนเรื่องคำจำกัดความของคำว่า มีการลงทุนที่มีนัยยะเพียงพอนั้นคืออะไร ภายใต้เงื่อนที่ที่ต้องไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนด้วย” ปิยะนุช กล่าว
ขณะที่ภาพรวมของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในขณะนี้อยู่ในข่ายที่น่าพอใจ แม้จะมีปัญหาในเรื่องของราคาเนื้อสัตว์ตกต่ำไปบ้าง แต่ก็ถือเป็นสถานการณ์ปกติ เนื่องจากราคาอาหารก็จะมีการปรับขึ้นลงตามความต้องการของผู้บริโภค
ที่ผ่านมาเครือเจริญโภคภัณฑ์มีการเข้าไปทำธุรกิจในต่างประเทศทั่วโลกแล้ว 14 ประเทศ ขณะเดียวกันก็มีการส่งออกสินค้าเข้าไปทำตลาดต่างประเทศแล้วกว่า 100 ประเทศทั่วโลก จึงค่อนข้างมีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจหลังจากมีการเปิดเออีซี







